วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

รู้จักกับการรักษาความปลอดภัยด้วยรั้วไฟฟ้ากันขโมย ตอนที่ 1


หลายๆ ท่านคงเคยได้ยินคำว่า รั้วไฟฟ้าป้องกันขโมย กันมาบ้างแล้วนะคะ ซึ่งแน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าเป็นรั้วไฟฟ้า ย่อมนำมาซึ่งความเกรงกลัวสำหรับโจรขโมยในระดับหนึ่ง และแน่นอนว่านอกจากโจรขโมยและไม่กล้ามาตอแยแล้ว ยังอาจจทำให้เกิดความคลางแคลงใจสำหรับผู้เป็นเจ้าของบ้านเอง ว่าระบบนี้จะมีความปลอดภัยแค่ไหนสำหรับผู้อยู่อาศัยและเพื่อนบ้านใกล้เคียง วันนี้บ้านแสนรักจะมาอธิบายหลักการทำงานของเจ้ารั้วไฟฟ้านี้ให้เข้าใจกันอย่างสั้นๆ ค่ะ

ภาพประกอบจาก castlesecurity.com.au
"รั้วไฟฟ้า" กันขโมย ถือเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันโจรขโมย หรือมิจฉาชีพ ที่จะบุกรุกเข้ามาทำลายทรัพย์สินหรือทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของเจ้าของบ้าน ซึ่งหลักการทำงานของเจ้ารั้วไฟฟ้านี้ก็คือ การปล่อยกระแสไฟฟ้าช้อตแก่ผู้ที่สัมผัสโดยจะจ่ายไฟฟ้าแก่สายไฟฟ้าทุกๆ 1 วินาที (อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ได้) สลับกับการเว้นการจ่ายไฟ ไม่ใช่การจ่ายไฟแบบต่อเนื่องจนไม่สามารถหลุดออกมาได้เหมือนกระแสไฟปกติ โดยผู้ที่สัมผัสรั้วไฟฟ้านั้น จะเกิดอาการตัวชาทั่วร่างกายแบบรุนแรง อันเนื่องมาจาก กล้ามเนื้อในร่างกายเกิดการหดตัวฉับพลัน ร่างกายจึงเกิดการตอบสนองด้วยการสะบัดอวัยวะอย่างแรงคล้ายถูกผลักนั่นเอง คำถามก็คือ หากคนร้ายไม่ได้สัมผัสกับสายไฟที่รั้วไฟฟ้าโดยตรงจะป้องกันได้อย่างไร หลายๆ คนนึกภาพการที่คนร้ายนำฉนวนต่างๆ มาพาดไว้รั้วไฟฟ้าก่อนปีน เช่น ผ้ายาง กระสอบป่าน ซึ่งปัจจุบันนี้ผู้ให้บริการติดตั้งจะมีการป้องกันการพาดของวัตถุต่างๆ เหล่านั้น เมื่อเกิดการพาดของวัตถุใดๆ ก็ตามจะทำให้เกิดการลัดวงจร และจะมีเครื่องส่งสัญญาณเตือนดังขึ้นทันที

หากคนร้ายใช้คีมตัดลวดทำการตัด รั้วไฟฟ้า ทำได้หรือไม่ และจะส่งผลอย่างไร หากมีการตัดเส้นลวดนำไฟฟ้า ระบบก็จะทำการส่งเสียงร้องเตือนทันทีที่มีการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าเช่นกัน อีกข้อนึงซึ่งมีความสำคัญสำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงหรือบ้านที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ก็คือ หากมีแมวหรือนกไปสัมผัสที่ลวดนำไฟฟ้า จะอันตรายหรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วสัตว์นั้นจะมีประสาทสัมผัสที่รับรู้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้นะคะ นกจึงหลีกเลี่ยงไม่เกาะลวดนำไฟฟ้า ส่วนแมวรับรู้กระแสไฟฟ้าที่ปลายหนวด จึงมักไม่เข้าใกล้ลวดนำไฟฟ้า จะมีก็แต่จิ้งจกที่เป็นสัตว์เล็กและไม่สามารถต้านทานกระแสไฟฟ้าได้กับสัตว์บางชนิดเช่นงู ซึ่งเมื่อถูกจู่โจมจะทำการรัดตัว ทำให้มีการตรวจพบว่ามีงูพาดตายอยู่ตามลวดไฟฟ้าได้เช่นกัน

ในตอนหน้าเราจะมาดูรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยด้วยรั้วไฟฟ้ากันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในตอนหน้านะคะ






วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

บ้านแบบ Double space ต่างจากบ้านธรรมดาอย่างไร


ในโลกใบนี้นั้น มีบ้านอยู่หลายรูปแบบหลายลักษณะด้วยกันนะคะ ส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะแบ่งรูปแบบของบ้านกันอย่างง่ายๆ เช่น บ้านชั้นเดียว บ้านสองชั้น สามชั้น หรือจำนวนชั้นมากไปกว่านั้น แล้วจึงแบ่งสไตล์ของบ้านกันอีกทีหนึ่ง ซึ่งการจะเลือกสร้างบ้านหรือซื้อบ้านลักษณะไหน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นดุลพินิจของเจ้าของบ้านเสียเป็นส่วนใหญ่


แต่มีบ้านอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันนี้กำลังมาแรงในหมู่คนรักบ้าน ได้แก่บ้านที่ออกแบบให้มีพื้นที่โปร่งโล่งภายในบ้าน หรือการเพิ่มพื้นที่โปร่งโล่งใน "แนวตั้ง" ของบ้าน ซึ่งเราเรียกกันว่า เป็นบ้านแบบ Double space นั่นเอง ซึ่งบ้านในลักษณะนี้นั้น มักมีฝ้าหรือเพดานสูงกว่าบ้านทั่วไป และออกแบบให้มีความต่อเนื่องกันระหว่างชั้นบนและชั้นล่าง ซึ่งการออกแบบบ้านลักษณะนี้มีทั้งข้อดีและข้อด้อยในตัวเอง ก่อนอื่นเรามาดูข้อดีของบ้านแบบ Double space ที่ดีกว่าบ้านธรรมดากันก่อนนะคะ


ข้อดีของบ้านแบบ Double space ก็คือ บ้านลัษณะนี้ให้ความโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัดคับแคบค่ะ เนื่องจากความสูงของฝ้าเพดาน มักมากกว่าบ้านแบบปกติ โดยบ้านแบบปกตินั้น มักมีความสูงของเพดานระหว่าง 2.40-3.00 เมตร ส่วนฝ้าเพดานของบ้านแบบ ดับเบิ้ล สเปซ มักมีความสูงอยู่ที่ 5-8 เมตร ทั้งยังให้ความรู้สึกต่อเนื่องเชื่อมโยงกันระหว่างชั้นบนและชั้นล่าง มีช่องแสงที่ให้ความสว่างเข้าถึงภายในบ้านได้มากกว่า หากได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงทิศทางลม ก็จะทำให้ภายในบ้านไม่ร้อนอบอ้าว ทั้งนี้เนื่องจากโถงสูงแบบ Doulble space นั้น ช่วยให้มีการหมุนเวียนของอากาศดีกว่า (ต้องมีช่องระบายอากาศที่เหมาะสมโดยเลือกให้มีช่องเปิดที่อยู่ในทิศทางตรงข้ามกัน เช่น มีประตูทางเข้าของลมอยู่ชั้นล่าง และมีหน้าต่างสำหรับให้อากาศร้อนที่ลอยตัวขึ้นนั้นระบายออกชั้นบน เป็นต้น)

ส่วนข้อด้อยของบ้านแบบ Double space ที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ก็คือเรื่องของตำแหน่งการติดตั้งโคมไฟค่ะ เนื่องจากเพดานบ้านลักษณะนี้มักสูงมากกว่าบ้านแบบปกติ ดังนั้นการเปลี่ยนหลอดไฟโคมไฟเพดานมักทำได้ยากกว่าปกติ วิธีแก้ไขก็คือ ต้องเลือกใช้โคมไฟที่สามารถห้อยลงมาได้ในระดับที่สามารถใช้บันไดตั้งเพื่อเปลี่ยนหลอดไฟได้ หรือติดตั้งโคมไฟให้แสงสว่างที่ผนังแล้วสาดขึ้นด้านบนแทน ซึ่งจะช่วยลดภาระในการดูแลบำรุงรักษาโคมไฟโถงแบบ Double space ได้ ส่วนเรื่องทำความสะอาดกระจก,ฝ้าเพดาน หยากไย่ใยแมงมุมก็คงต้องอากศัยอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีความสูงระดับนี้ค่ะ เนื่องจากเราไม่สามารถทำความสะอาดได้โดยวิธีปกติ ซึ่งหากเพื่อนๆ บ้านแสนรักท่านใดที่กำลังวางแผนจะสร้างบ้านลักษณะนี้ก็ควรคำนึงถึงข้อดีและข้อด้อยของบ้าน Double space ไว้บ้างนะคะ





วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ต่อเติม ปรับปรุงซ่อมแซมบ้านอย่างไรให้ถูกกฎหมาย


สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ สมาชิกบ้านแสนรักทุกท่าน เมื่อตอนที่แล้วบ้านแสนรักได้นำเรื่องราวการวางขั้นตอนการรีโนเวทมาคุยให้ฟังคร่าวๆ ไปแล้วนะคะ ซึ่งขั้นตอนก่อนที่จะลงมือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้าน ก็ต้องมีการวางแผนงานไว้ก่อน ว่าส่วนไหนที่เราต้องการปรับปรุง และการปรับปรุงนั้นจะไปในรูปแบบไหน


เมื่อสรุปความต้องการของตัวเองได้แน่ชัดแล้ว สิ่งที่จะมาเกี่ยวข้องก่อนการทำการปรับปรุงบ้านที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ การไปทำการยื่นขออนุญาตเพื่อทำการปรับปรุงอาคาร หรือบ้านเรือนของเราเสียก่อนค่ะ ซึ่งในภาษาของกฎหมายแล้ว เราจะเรียกว่า เป็นการยืนเพื่อ ขออนุญาตดัดแปลงอาคาร นั่นเอง

สาระใหญ่ใจความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ก็เนื่องจากบ้านเรือนของเรานั้นอาจมิได้ตั้งอยู่เดี่ยวๆ เพียงลำพัง แต่อาจมีอาณาบริเวณที่ติดกับเพื่อนบ้าน ดังนั้นจึงมีข้อกฎหมาย เพื่อความปลอดภัย ทั้งตัวอาคารบ้านของผู้ที่ต้องการปรับปรุงเอง และผู้คนรอบข้าง

แล้วดัดแปลงแก้ไขหรือต่อเติมบ้านแค่ไหนล่ะ ที่ต้องทำการยื่นขออนุญาต

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการดัดแปลงหรือต่อเติมอาคารนั้นกำหนดว่า

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอาคาร โดยใช้วัสดุที่มีขนาด,จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิม เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก,คอนกรีตอัตแรง หรือโครงสร้างรูปพรรณ เช่น เปลี่ยน ตง,คานที่เป็นไม้เพราะปลวกขึ้น ไม้ผุ โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากเดิม ให้ถือว่าไม่ใช่การดัดแปลงต่อเติมอาคารค่ะ แต่หากโครงสร้างที่ชำรุดนั้นเป็นปูน,เหล็กที่เป็นสนิม อันนี้ถือว่า เป็นการต่อเติม เข้าข่ายต้องขออนุญาต แม้ว่าจะใช้รูปแบบเดิมๆ ไม่ได้ต่อเติมดัดแปลงใหม่แต่อย่างใด

นอกจากนี้แล้ว การเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆ ของตัวบ้านที่ไม่ใช่โครงสร้างของตัวอาคาร โดยใช้วัสดุชนิดเดิมหรือวัสดุชนิดอื่น ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้โครงสร้างเกินร้อยละ 10 ให้ถือว่าเป็นการต่อเติมที่ต้องขออนุญาตเช่นกัน เช่น เราอยากเปลี่ยนพื้นไม้ปาร์เก้เป็นพื้นปูกระเบื้อง ก็ต้องคำนวนกันก่อนว่าน้ำหนักเกินร้อยละ 10 มั้ย (ข้อนี้ถ้าคำนวนไม่เป็นแนะนำให้ปรึกษาวิศวกรค่ะ) เนื่องจากน้ำหนักที่เกินมาอาจทำให้โครงสร้างเดิมรับน้ำหนักเกินกว่าที่จะรับได้ อันอาจเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยและเพื่อนบ้านใกล้เคียงได้นะคะ

มาถึงเรื่องการ ลด,เพิ่ม ขยายพื้นที่ ของบ้านกันบ้างค่ะ หากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างเกินร้อยละ 10 เช่น เปลี่ยนประตู หน้าต่าง เปลี่ยนฝ้าเพดาน ลายกระเบื้อง เคสแบบนี้ไม่้ต้องไปยื่นขออนุญาตแต่อย่างใดนะคะ

แล้วการลดหรือขยายพื้นที่ของบ้านชั้นใดชั้นหนึ่ง โดยมีเนื้อที่น้อยลงหรือมากขึ้นไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่เพิ่มเสาและคานล่ะ ข้อนี้ก็ไม่จำเป็นต้องยืนขออนุญาตค่ะ แม้กระทั่งการดัดแปลงหลังคาที่มีเนื้อที่ไม่ถึง 5 ตารางเมตร โดยไม่เพิ่มเสาหรือคานและไม่รับน้ำหนักจากเดิมเกินร้อยละ 10 ก็ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตแต่อย่างใด

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีข้อปลีกย่อยอีกหลายข้อด้วยกันที่ต้องคำนึงก่อนการแก้ไขปรับปรุงบ้าน ดังนั้นเมื่อจะทำการซ่อมแซมดัดแปลงบ้าน ก่อนอื่นเลยก็ต้องวางแผนงานและรูปแบบให้แน่ชัดเสียก่อน ว่าจะทำอะไรและจะทำอย่างไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้ทราบว่าบ้านที่เรากำลังจะทำการปรับปรุงนั้น เข้าข้อกำหนดในการแก้ไขดัดแปลงบ้านหรือเปล่า และจำเป็นที่จะต้องยืนขออนุญาตกับหน่วยงานท้องถิ่นไหม เพราะหากฝืนดัดแปลงอาคารบ้านเรือนไปโดยมิได้รับอนุญาต ก็จะมีโทษตามกฎหมาย คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับทีเดียวนะคะ




ภาพประกอบจาก moneycrashers.com/five-tips-for-effectively-flipping-a-house/

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รีโนเททบ้าน ตอน ขั้นตอนของการรีโนเวทบ้าน


ในตอนที่แล้วของบล็อกบ้านแสนรัก ได้นำเสนอถึงเหตุผลและความหมายของการ รีโนเวทบ้าน กันไปแล้วน่ะนะคะ สำหรับบล็อกในตอนนี้ เราจะมาดูแนวทางของการปรับปรุงบ้านกัน ว่าก่อนที่จะทำการรีโนเวทหรือปรับปรุงบ้านนั้น เราควรวางแผนสิ่งใดก่อนเป็นลำดับแรก


ขั้นตอนแรกของการรีโนเวทบ้านนั้น ก่อนอื่น เราต้องมาหา "เหตุผล" สำคัญในการปรับปรุงบ้านของเรากันก่อนค่ะ หลายๆ คนย่อมมีเหตุผลในการปรับปรุงบ้านที่แตกต่างกันไป บ้างก็ปรับปรุงบ้าน เพื่ออยู่อาศัยเอง,ปรับปรุงบ้านเพื่อขยายครอบครัว หรือปรับปรุงเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสื่อมโทรมสึกหรอของตัวบ้าน เมื่อหาเหตุผลได้แล้ว เราก็หากระดาษมาสักแผ่นหนึ่ง จากนั้นก็เขียนปัญหาของส่วนที่ต้องการปรับปรุงลงไป อาทิเช่น

1. ห้องครัว
2. ห้องนอน
3. ห้องซักรีด
4. โรงจอดรถ
5. สีภายใน-ภายนอก
6. ห้องน้ำ
7. ระบบไฟฟ้า,ระบบน้ำ

เป็นต้น

เมื่อได้หัวข้อส่วนที่จะทำการปรับปรุงแล้วจากนั้นจึงจะมาลงรายละเอียดกัน ว่าแต่ละห้องหรือแต่ละส่วนที่เราต้องการจะปรับปรุง จะทำการปรับปรุงอย่างไรบ้าง จากนั้นจึงทำการกำหนดงบประมาณในแต่ละห้องหรือแต่ละส่วนที่จะทำการปรับปรุง เพื่อเป็นราคาที่ช่วยในการตัดสินใจจัดจ้างผู้ที่จะเข้ามาดำเนินการปรับปรุง

ขั้นตอนที่สอง ก็คือการหารูปแบบที่ชอบ เพื่อใช้ในการปรับปรุงค่ะ การหารูปแบบของการปรับปรุงบ้าน จะประกอบไปด้วยสองส่วนด้วยกันก็คือ ส่วนของรสนิยมความชื่นชอบของเจ้าของบ้านเอง และส่วนของความเหมาะสมของแปลนบ้านเดิม ซึ่งทั้งสองส่วนนี้หากเจ้าของบ้านไม่มีความชำนาญในการออกแบบ แนะนำให้ปรึกษาวิศวกรและสถาปนิกเพื่อดูความแข็งแรงของโครงสร้างบ้านด้วยนะคะ อย่าเข้าตำราเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย เนื่องจากโครงสร้างของบ้านแต่ละหลัง มีความแข็งแรงแตกต่างกันไป อีกทั้งบางส่วนของตัวบ้านที่เราต้องการปรับปรุงต่อเติมแก้ไข อาจจะไม่สามารถรับน้ำหนักของส่วนที่ต่อเติมใหม่ได้ ส่งผลต่อความปลอดภัยของตัวบ้านของเราโดยตรง

ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนรัก เรามาดูว่า จะวางแผนการรีโนเวทบ้านของเราอย่างไร ไม่ให้งบบานปลายและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงบ้านกันนะคะ


ภาพประกอบจาก cnbc.com