วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การซื้อบ้านของชาวต่างชาติในประเทศไทย ตอนที่ 2

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนรักทุกท่าน

บทความใน ตอนที่แล้ว ซึ่งเป็นบทความที่เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจในข้อกำหนด กฎหมาย และขั้นตอนของการซื้อบ้านและที่ดินในประเทศไทยของ ชาวต่างชาติ นั้น พอจะอธิบายได้โดยสังเขปง่าย ๆ นั่นก็คือการกำหนดให้คนต่างชาติสามารถเป็นหุ้นส่วนที่ถือเงินมาลงทุนในประเทศไทยได้ โดยจะต้องถือหุ้นไม่มากกว่า 49% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด และบริษัทที่จดทะเบียนขึ้นมานั้นก็จะคงสถานะเป็นบริษัทไทยที่สามารถทำนิติกรรมในการ ซื้อบ้าน,ที่ดิน และ อสังหาริมทรัพย์ ในเมืองไทยได้ จนทำให้เกิดปัญหา การแต่งตั้งคนไทยเป็นนอมินี หรือเป็นตัวแทนการซื้อ-ขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยในลำดับต่อมาน่ะนะคะ

และแน่นอนค่ะ ว่าีัปัญหาดังกล่าว ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มิได้นิ่งนอนใจ แต่ได้ออกกฎระเบียบมารองรับโดยระบุให้บริษัทที่จดทะเบียน ที่มีคนต่างชาติถือหุ้นหรือเป็นกรรมการ จะต้องนำหลักฐานทางการเงินของผู้ถือหุ้นคนไทยมาแสดงด้วย เช่น บัญชีธนาคาร และที่มาที่ไปของแหล่งเงินทุนว่ามาจากไหน  เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทนี้มีผู้ถือหุ้นคนไทยที่มีเงินนำมาลงทุนจริง ไม่ใช่เป็นการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาบังหน้า โดยเงินทุนที่มาจากชาวต่างชาติหรือเป็นแค่นอมินี

จากความละเอียดในขั้นตอนการคัดกรอง เพื่อมิให้ชาวต่างชาติเข้ามาถือสิทธิ์ในที่ดินและอสังหาริมทัีพย์ในเมืองไทยมากเกินไป ทำให้ปัจจุบันนี้มีผู้ที่คิดหาวิธี หรือช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยงข้อกำหนดดังกล่าวอีกเช่นกันค่ะ โดยวิธีการหลีกเลี่ยงนั้น เท่าที่พบปัญหาและยังหาทางแก้ได้ยาก มีสองขั้นตอนคือ

ขั้นตอนแรก จากเดิมที่มีการจดทะเบียนบริษัท โดยการนำเอาชื่อของชาวต่างชาติเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการผู้จัดการเสียตั้งแต่ในตอนเริ่มจัดตั้ง ก็เปลี่ยนเป็นใส่แต่เฉพาะชื่อคนไทยเท่านั้น (รายชื่อและจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นคนไทย 100 % ) จากนั้น ก็จะนำบริษัทที่จดทะเบียนขึ้นมานี้ ไปทำการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือบ้านจากผู้ซื้อให้เรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเป็นบริษัทของคนไทย ก็จะทำให้ไม่ต้องถูกตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของเงินของผู้ถือหุ้นแต่ประการใดน่ะนะคะ

ขั้นตอนต่อไป บริษัทที่จัดตั้งขึ้นมา ก็จะไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้จัดการใหม่ค่ะ โดยทำการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นคนไทยออก 1 คนและใส่ชื่อของชาวต่างชาติเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้จัดการแทน สำหรับคนไทยที่ยังมีชื่ออยู่ ก็เป็นเพียงตัวแทนหรือนอมินีเท่านั้น ด้วยวิธีนี้ ก็จะมีผลทำให้คนต่างชาตินั้น เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านหรือที่ดินในนามของบริษัท โดยมีตนเองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทไปโดยปริยาย โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ 49% ส่วนหุ้นที่เหลือ 51% ก็ให้คนไทย 2 คนถือแทน (ในลักษณะนอมินี) โดยคนไทยทั้ง 2 คนนี้ ไม่มีอำนาจกระทำการใดๆ ในนามบริษัทเลย นอกจากนั้นยังให้คนไทยลงชื่อในใบโอนหุ้นมอบไว้ให้กับคนต่างชาติ เพื่อสามารถเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหม่ ได้หากคนไทยที่ถือหุ้นแทนนี้มีปัญหา

ด้วยวิธีการเช่นนี้ หากคนต่างชาติดังกล่าวประสงค์ที่จะขายที่ดินหรือบ้านให้แก่คนต่างชาติรายอื่นต่อไปอีก ก็สามารถใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเอาชื่อของคนต่างชาติ(ผู้ซื้อ)มาใส่ชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและถือหุ้นแทนอีกทอดค่ะ ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องไปเสียค่าภาษีหรือค่าธรรมเนียมในการซื้อขายอีกด้วยน่ะนะคะ

จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้กฎหมายไทยก็ยังตามหลังวิธีการหลบเลี่ยงการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ในประเทศไทยของชาวต่างชาติอยู่ค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็สืบเนื่องมาจากการที่คนไทยของเราบางกลุ่ม ให้ความร่วมมือในการเอื้อให้คนต่างชาติเข้ามาครอบครองทรัพย์สินในเมืองไทยทั้งสิ้น ซึ่งหากเรายังคงทำเช่นนี้โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบของบ้านเมือง ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทยเราในอนาคตได้น่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก http://condoinpattaya.wordpress.com/ โดย : @Pattayaway