วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ต่อเติม ปรับปรุงซ่อมแซมบ้านอย่างไรให้ถูกกฎหมาย


สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ สมาชิกบ้านแสนรักทุกท่าน เมื่อตอนที่แล้วบ้านแสนรักได้นำเรื่องราวการวางขั้นตอนการรีโนเวทมาคุยให้ฟังคร่าวๆ ไปแล้วนะคะ ซึ่งขั้นตอนก่อนที่จะลงมือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้าน ก็ต้องมีการวางแผนงานไว้ก่อน ว่าส่วนไหนที่เราต้องการปรับปรุง และการปรับปรุงนั้นจะไปในรูปแบบไหน


เมื่อสรุปความต้องการของตัวเองได้แน่ชัดแล้ว สิ่งที่จะมาเกี่ยวข้องก่อนการทำการปรับปรุงบ้านที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ การไปทำการยื่นขออนุญาตเพื่อทำการปรับปรุงอาคาร หรือบ้านเรือนของเราเสียก่อนค่ะ ซึ่งในภาษาของกฎหมายแล้ว เราจะเรียกว่า เป็นการยืนเพื่อ ขออนุญาตดัดแปลงอาคาร นั่นเอง

สาระใหญ่ใจความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ก็เนื่องจากบ้านเรือนของเรานั้นอาจมิได้ตั้งอยู่เดี่ยวๆ เพียงลำพัง แต่อาจมีอาณาบริเวณที่ติดกับเพื่อนบ้าน ดังนั้นจึงมีข้อกฎหมาย เพื่อความปลอดภัย ทั้งตัวอาคารบ้านของผู้ที่ต้องการปรับปรุงเอง และผู้คนรอบข้าง

แล้วดัดแปลงแก้ไขหรือต่อเติมบ้านแค่ไหนล่ะ ที่ต้องทำการยื่นขออนุญาต

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการดัดแปลงหรือต่อเติมอาคารนั้นกำหนดว่า

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอาคาร โดยใช้วัสดุที่มีขนาด,จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิม เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก,คอนกรีตอัตแรง หรือโครงสร้างรูปพรรณ เช่น เปลี่ยน ตง,คานที่เป็นไม้เพราะปลวกขึ้น ไม้ผุ โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากเดิม ให้ถือว่าไม่ใช่การดัดแปลงต่อเติมอาคารค่ะ แต่หากโครงสร้างที่ชำรุดนั้นเป็นปูน,เหล็กที่เป็นสนิม อันนี้ถือว่า เป็นการต่อเติม เข้าข่ายต้องขออนุญาต แม้ว่าจะใช้รูปแบบเดิมๆ ไม่ได้ต่อเติมดัดแปลงใหม่แต่อย่างใด

นอกจากนี้แล้ว การเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆ ของตัวบ้านที่ไม่ใช่โครงสร้างของตัวอาคาร โดยใช้วัสดุชนิดเดิมหรือวัสดุชนิดอื่น ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้โครงสร้างเกินร้อยละ 10 ให้ถือว่าเป็นการต่อเติมที่ต้องขออนุญาตเช่นกัน เช่น เราอยากเปลี่ยนพื้นไม้ปาร์เก้เป็นพื้นปูกระเบื้อง ก็ต้องคำนวนกันก่อนว่าน้ำหนักเกินร้อยละ 10 มั้ย (ข้อนี้ถ้าคำนวนไม่เป็นแนะนำให้ปรึกษาวิศวกรค่ะ) เนื่องจากน้ำหนักที่เกินมาอาจทำให้โครงสร้างเดิมรับน้ำหนักเกินกว่าที่จะรับได้ อันอาจเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยและเพื่อนบ้านใกล้เคียงได้นะคะ

มาถึงเรื่องการ ลด,เพิ่ม ขยายพื้นที่ ของบ้านกันบ้างค่ะ หากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างเกินร้อยละ 10 เช่น เปลี่ยนประตู หน้าต่าง เปลี่ยนฝ้าเพดาน ลายกระเบื้อง เคสแบบนี้ไม่้ต้องไปยื่นขออนุญาตแต่อย่างใดนะคะ

แล้วการลดหรือขยายพื้นที่ของบ้านชั้นใดชั้นหนึ่ง โดยมีเนื้อที่น้อยลงหรือมากขึ้นไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่เพิ่มเสาและคานล่ะ ข้อนี้ก็ไม่จำเป็นต้องยืนขออนุญาตค่ะ แม้กระทั่งการดัดแปลงหลังคาที่มีเนื้อที่ไม่ถึง 5 ตารางเมตร โดยไม่เพิ่มเสาหรือคานและไม่รับน้ำหนักจากเดิมเกินร้อยละ 10 ก็ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตแต่อย่างใด

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีข้อปลีกย่อยอีกหลายข้อด้วยกันที่ต้องคำนึงก่อนการแก้ไขปรับปรุงบ้าน ดังนั้นเมื่อจะทำการซ่อมแซมดัดแปลงบ้าน ก่อนอื่นเลยก็ต้องวางแผนงานและรูปแบบให้แน่ชัดเสียก่อน ว่าจะทำอะไรและจะทำอย่างไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้ทราบว่าบ้านที่เรากำลังจะทำการปรับปรุงนั้น เข้าข้อกำหนดในการแก้ไขดัดแปลงบ้านหรือเปล่า และจำเป็นที่จะต้องยืนขออนุญาตกับหน่วยงานท้องถิ่นไหม เพราะหากฝืนดัดแปลงอาคารบ้านเรือนไปโดยมิได้รับอนุญาต ก็จะมีโทษตามกฎหมาย คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับทีเดียวนะคะ




ภาพประกอบจาก moneycrashers.com/five-tips-for-effectively-flipping-a-house/

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รีโนเททบ้าน ตอน ขั้นตอนของการรีโนเวทบ้าน


ในตอนที่แล้วของบล็อกบ้านแสนรัก ได้นำเสนอถึงเหตุผลและความหมายของการ รีโนเวทบ้าน กันไปแล้วน่ะนะคะ สำหรับบล็อกในตอนนี้ เราจะมาดูแนวทางของการปรับปรุงบ้านกัน ว่าก่อนที่จะทำการรีโนเวทหรือปรับปรุงบ้านนั้น เราควรวางแผนสิ่งใดก่อนเป็นลำดับแรก


ขั้นตอนแรกของการรีโนเวทบ้านนั้น ก่อนอื่น เราต้องมาหา "เหตุผล" สำคัญในการปรับปรุงบ้านของเรากันก่อนค่ะ หลายๆ คนย่อมมีเหตุผลในการปรับปรุงบ้านที่แตกต่างกันไป บ้างก็ปรับปรุงบ้าน เพื่ออยู่อาศัยเอง,ปรับปรุงบ้านเพื่อขยายครอบครัว หรือปรับปรุงเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสื่อมโทรมสึกหรอของตัวบ้าน เมื่อหาเหตุผลได้แล้ว เราก็หากระดาษมาสักแผ่นหนึ่ง จากนั้นก็เขียนปัญหาของส่วนที่ต้องการปรับปรุงลงไป อาทิเช่น

1. ห้องครัว
2. ห้องนอน
3. ห้องซักรีด
4. โรงจอดรถ
5. สีภายใน-ภายนอก
6. ห้องน้ำ
7. ระบบไฟฟ้า,ระบบน้ำ

เป็นต้น

เมื่อได้หัวข้อส่วนที่จะทำการปรับปรุงแล้วจากนั้นจึงจะมาลงรายละเอียดกัน ว่าแต่ละห้องหรือแต่ละส่วนที่เราต้องการจะปรับปรุง จะทำการปรับปรุงอย่างไรบ้าง จากนั้นจึงทำการกำหนดงบประมาณในแต่ละห้องหรือแต่ละส่วนที่จะทำการปรับปรุง เพื่อเป็นราคาที่ช่วยในการตัดสินใจจัดจ้างผู้ที่จะเข้ามาดำเนินการปรับปรุง

ขั้นตอนที่สอง ก็คือการหารูปแบบที่ชอบ เพื่อใช้ในการปรับปรุงค่ะ การหารูปแบบของการปรับปรุงบ้าน จะประกอบไปด้วยสองส่วนด้วยกันก็คือ ส่วนของรสนิยมความชื่นชอบของเจ้าของบ้านเอง และส่วนของความเหมาะสมของแปลนบ้านเดิม ซึ่งทั้งสองส่วนนี้หากเจ้าของบ้านไม่มีความชำนาญในการออกแบบ แนะนำให้ปรึกษาวิศวกรและสถาปนิกเพื่อดูความแข็งแรงของโครงสร้างบ้านด้วยนะคะ อย่าเข้าตำราเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย เนื่องจากโครงสร้างของบ้านแต่ละหลัง มีความแข็งแรงแตกต่างกันไป อีกทั้งบางส่วนของตัวบ้านที่เราต้องการปรับปรุงต่อเติมแก้ไข อาจจะไม่สามารถรับน้ำหนักของส่วนที่ต่อเติมใหม่ได้ ส่งผลต่อความปลอดภัยของตัวบ้านของเราโดยตรง

ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนรัก เรามาดูว่า จะวางแผนการรีโนเวทบ้านของเราอย่างไร ไม่ให้งบบานปลายและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงบ้านกันนะคะ


ภาพประกอบจาก cnbc.com


วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทำไมต้อง renovate (รีโนเวท) บ้าน


สวัสดีค่ะ บล็อก บ้านแสนรัก ได้นำเสนอเรื่องราวสำหรับคนรักบ้านกันไปหลายหัวข้อแล้วนะคะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นบทความที่เกี่ยวข้องกับบ้านใหม่ซะเป็นส่วนใหญ่ ในวันนี้ขอเปิดหัวข้อบล็อกใหม่ เพื่อคนรักบ้านที่กำลังวางแผนจะปรับปรุงบ้านแสนรักกันบ้าง เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการรีโนเวท หรือปรับปรุงบ้านของเราให้น่าอยู่อาศัย หรือซ่อมแซมจุดที่เสียหายหรือเสื่อมโทรมเนื่องจากการเวลาให้กลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนอื่น เรามาดูเหตุผลของการซ่อมแซม หรือ รีโนเวทบ้าน ที่คนส่วนใหญ่พบเจอกันก่อนนะคะ

ภาพประกอบจาก handimania.com

การ renovate บ้าน คืออะไร คำว่า renovate (รีโนเวท) ในภาษาอังกฤษ แปลว่า ทำใหม่,ซ่อมแซม,ปรับปรุงใหม่,ทำให้มีชีวิตฃีวาใหม่ หรือทำให้กลับสู่สภาพเดิม ค่ะ ดังนั้นการ รีโนเวทบ้าน ก็จะหมายความตรงตัว นั่นก็คือการซ่อมแซมบ้านให้กลับมามีชีวิตชีวาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเฉพาะในส่วนของภายในตัวบ้านเอง หรือแม้แต่การตกแต่งแก้ไขปรับปรุงภายนอกก็ตาม

เหตุผลที่คนทั่วไป ต้องการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเสียใหม่ มีหลายประการแตกต่างกันไปค่ะ อาทิเช่น

- บ้านเดิมอยู่มานานแล้ว มีสภาพเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
- ต้องการขยายเนื้อที่การใช้สอยของตัวบ้าน ให้เหมาะสมกับผู้ที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน
- ต้องการซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดสึกหรอของตัวบ้าน เพื่อให้กลับมาใช้งานได้เป็นปกติ
- ไม่ต้องการซื้อบ้านใหม่ เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด
- รักในทำเลของบ้านเดิม ต้องการปรับปรุงบ้านให้สวยงาม,ทันสมัยขึ้น มีความน่าอยู่อาศัยมากขึ้น

เป็นต้น

แล้วการวางแผนการรีโนเวทหรือปรับปรุงบ้านนั้น ควรเริ่มต้นจากตรงไหนก่อน ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนรัก เรามาดูขั้นตอนของการรีโนเวทบ้านแต่ละขั้นตอนกันนะคะ


วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

ไม้พุ่มเตี้ย เข็มอินเดีย

ต้น เข็มอินเดีย นั้นเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ใหม่ของต้นเข็ม ที่เริ่มเป็นที่นิยมปลูกไว้ประดับสวน,ปลูกริมรั้ว หรือนำมาประกอบพิธีไหว้ครู พิธีต่างๆ เนื่องจากเป็นไม้ดอกสวยความหมายดี และมีสีสันที่สวยงามหลากหลายสายพันธุ์น่ะนะคะ

เข็มอินเดีย
เข็มอินเดีย มีลักษณะทั่วไปแตกต่างกับต้นเข็มสายพันธุ์อื่นค่ะ ใบของเข็มอินเดีย จะมีลักษณะคล้ายๆ กับใบโหระพา ต้นมีลักษณะเป็นพุ่มเตี้ย ลำต้นสูงราว 0.30-0.50 เมตร ออกดอกเป็นช่อตามยอดของลำต้นเหมือนเข็มทั่วไป ดอกมีทั้งสีแดง ขาว ชมพู

ต้นเข็มอินเดีย นั้นชอบแดดจัดเหมือนเข็มชนิดอื่นน่ะนะคะ ดังนั้นหากอยากปลูกไว้ประดับสวยก็ต้องเลือกพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึงตลอดวัน หลังการปลูก นอกจากปลูกในสวนแล้วยังสามารถปลูกเป็นไม้กระถางได้อีก แต่ก็ควรเปลี่ยนขนาดของกระถางให้ใหญ่ขึ้นเมื่อเข็มอายุได้ราว 1 ปี

การขยายพันธุ์ของต้นเข็มอินเดีย สามารถทำได้ทั้ง การตอนกิ่ง,ปักชำ และเพาะเมล็ดค่ะ แต่ส่วนใหญ่แล้ว มักนิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำและตอนกิ่ง เนื่องจากได้ผลดีกว่าการเพาะเมล็ด ปัจจุบันนี้เราเริ่มเห็นต้นพันธุ์ของเข็มอินเดียขายอยู่ทั่วไปมากขึ้นในราคาที่ไม่แพงนักน่ะนะคะ สำหรับผู้สนใจก็ลองซื้อหามาปลูกกันดูนะคะ



วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

ไม้พุ่มเตี้ย ตอน ผกากรอง


ไม้พุ่มเตี้ยอีกชนิดหนึ่งที่ให้ดอกที่มีสีสันมากมายได้ภายในช่อเดียวกัน นั่นก็คือ ต้นผกากรอง นั่นเองน่ะนะคะ


เดิม ต้นผกากรอง นั้นเป็นพืชพื้นเมืองในทวีปอเมริกาค่ะ แต่ด้วยคุณสมบัติเฉพาะของผกากรอง เช่น การที่มีสัตว์หลายชนิดที่กินผลของผกากรองแล้วแพร่กระจายเมล็ดไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้ง่าย ทนต่อสภาวะแวดล้อมที่หลากหลาย การมีต้นที่เป็นพิษต่อสัตว์จึงไม่มีสัตว์มากินเป็นอาหาร แถมยังมีสารยับยั้งการเจริญเติบต่อของพืชชนิดอื่น ทำให้ต้นผกากรองในบางพื้นที่กลายเป็นวัชพืชที่มีผลต่อการขยายตัวของป่าไม้ชนิดอื่นได้

ในประเทศไทยของเรานั้น ยังไม่พบว่าต้นผกากรองนั้นเป็นพืชที่รุกรานพืชอื่นมากนักน่ะนะคะ ตรงกันข้าม เรายังนิยมปลูกต้นผกากรองเพื่อใช้ประดับตกแต่งสวนกันอย่างกว้างขวาง นอกจากปลูกเป็นไม้พุ่มเตี้ยเพื่อสร้างสีสันให้กับสวยได้แล้ว ยังเป็นไม้คลุมดินที่ปลูกเพื่อรักษาหน้าดินได้อีกด้วย

มาดูลักษณะทั่วไปของต้นผกากรองกันบ้างค่ะ ต้นผกากรอง มีลักษณะลำต้นที่เป็นพุ่ม หรือเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อยที่สามารถเลื้อยได้ไกล 1-2 เมตร ใบสีเขียวเข้มรูปไข่ขอบใจจักร ผิวใบมีขน ดอกมีสีสันสวยงามหลากหลาย เช่น ขาว,ส้ม,ชมพู,ม่วงอมชมพู บางครั้งมีสองสีในดอกเดียวกัน ดอกส่งกลิ่นหอมฉุน ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นที่ปลายกิ่ง ช่อละ 20-25 ดอก

ต้นผกากรองชอบแสงแดดจัดค่ะ ดังนั้นจึงควรปลูกไว้กลางแจ้ง ทนต่อความแห้งแล้ง ต้องการน้ำน้อย สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทรายเป็นพิเศษ ส่วนการปลูกและขยายพันธุ์ต้นผกากรอง  ใช้วิธีการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่งค่ะ



ภาพประกอบจาก bloggang.com/mainblog.php?id=baanbaitong&month=14-09-2013&group=19&gblog=6

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

พืชคลุมดิน เฟิร์นใบมะขาม

เฟิร์นใบมะขาม จัดเป็นพืชคลุมดินในตระกูลเฟิร์นชนิดหนึ่งน่ะนะคะ  เฟิร์นใบมะขาม เป็นไม้ประดับในร่มที่มีความสูงเต็มที่ไม่เกิน 50 เซนติเมตร ดังนั้นจึงจัดเป็นไม้พุ่มที่สามารถปลูกได้ในสวน ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือแม้แต่ปลูกลงกระถางก็ยังได้ และด้วยความที่เป็นไม้ที่ไม่ชอบแสงมาก ชอบความชื้นปานกลาง จึงสามารถปลูกประดับภายในอาคารบ้านเรือนก็ยังได้


ส่วนใหญ่แล้วเฟิร์นมะขามนี้ นิยมปลูกไว้ตามแนวขอบสวนหย่อมในร่มค่ะ หรือไม่ก็ปลูกเป็นพืชคลุมดินเพื่อกันการไหลของหน้าดินจากการชะของฝน ลักษณะโดยทั่วไป จะเป็นไม้พุ่มเตี้ย มีใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ลักษณะคล้ายใบมะขาม มีลำต้นที่มีเหง้าและสามารถไหลเลื้อยไปงอกเป็นไม้ต้นใหม่ได้ การปลูกเฟริ์นใบมะขามก็ทำได้ง่ายค่ะ สามารถขยายพันธุ์ด้วยไหลและสปอร์ ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน (ส่วนใหญ่โรคของเฟิร์นใบมะขามจะเกิดจากการให้น้ำมากเกินไปมากกว่า) จึงจัดเป็นไม้คลุมดิน ที่ให้ทั้งความสวยงามและความคงทน น่าสนใจหามาปลูกไว้ในสวนของเราอีกชนิดหนึ่งน่ะนะคะ

ภาพประกอบจาก nanagarden.com



วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2559

พืชคลุมดิน ก้ามปูหลุด



ก้ามปูหลุด นั้น จัดเป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกคลุมดินที่เจริญเติบโตได้ง่ายมากค่ะ ต้นก้ามปูหลุดเมื่อโตเต็มที่แล้วจะมีความสูงราว 10-30 เซนติเมตร ลำต้นและใบมีลักษณะอวบน้ำ สีม่วงลายเขียวหรือสีเขียวประสีม่วง ลำต้นจะโตด้วยการทอดเลื้อยไปตามผิวดิน มีรากแตกตามข้อตลอดลำต้น ปลายกิ่งจะชูขึ้น ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่ถึงรูปรี แตกสลับกัน ผิวใบด้านบนสีเขียวสลับสีเทาเงิน ประด้วยสีม่วง ผิวใบด้านล่างสีม่วงอมแดง ดอกสีขาวอมชมพูออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด ทะยอยบานเหนือใบประดับใหญ่ 2 ใบที่มีขนาดไม่เท่ากัน ก้านดอกสั้นมาก และเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดเพียงแค่ 1 เซนติเมตรเท่านั้น


ต้นก้ามปูหลุดนิยมปลูกไว้เป็นพืชคลุมดินค่ะ ต้องการแสงแดดเพียงครึ่งวัน หรือร่มรำไร สามารถขึ้นได้ในดินทั่วไปและมีอัตราการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างเร็ว หากไม่ดูแลจำกัดการเจริญเติบโตของต้นก้ามปูหลุด ต้นก้ามปูหลุดก็อาจกลายเป็นวัชพืชเสียเองก็ได้


ต้นก้ามปูหลุดขยายพันธุ์ได้ง่ายค่ะ สามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือแยกลำต้นไปปลูกก็ยังได้ แถมยังสามารถปลูกเป็นพืชกระถางได้ชื่นชมสีสันสวยงามของใบได้อีกด้วย จัดเป็นพันธุ์ไม้สายอึดอีกชนิดที่น่าสนใจหามาปลูกไว้เชยชมน่ะนะคะ




ภาพประกอบจาก frynn.com




วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559

พืชคลุมดิน แพงพวยฝรั่ง


ปัจจุบันนี้ต้นแพงพวยนั้น แยกย่อยออกได้เป็นหลายสายพันธุ์ค่ะ แต่ที่เราคุ้นหูคุ้นตากันมากที่สุด ก็คือแพงพวยชนิดดั้งเดิม หรือที่เราเรียกกันว่า แพงพวยฝรั่งนั่นเองน่ะนะคะ

แพงพวยฝรั่ง มีต้นกำเนิดมาจาก ประเทศมาดากัสการ์ค่ะ จัดเป็นไม้พุ่มเตี้ย ลำต้นช่วงบนจะแตกกิ่งก้านสาขามาก สูงเต็มที่ประมาณ 1 เมตร ใบรูปไข่สีเขียวเป็นมัน ดอกมีสีขาวถึงสีชมพูเข้ม มีสีเข้มกลางดอก กลีบดอกมี 5 แฉก ออกดอกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3-6 ดอก ทั้งต้นดอกและใบมีกลิ่นฉุนเหม็นเขียว ทำให้พวกแมลงต่างๆ ไม่ค่อยมากล้ำกราย


บ้านเรานิยมปลูกต้นแพงพวยทั้งในกระถางและลงดินค่ะ การเพาะพันธุ์สามารถทำได้ทั้งวิธีปักชำและเพาะเมล็ด หากเพาะเมล็ด เมล็ดจะงอกใน 5-7 วัน ต้นแพงพวยเป็นพืชที่ชอบแดดน่ะนะคะ ทนแล้งพอสมควร ดังนั้นจึงควรปลูกไว้ปลางแจ้ง ดินต้องระบายน้ำได้ดี ไม่ควรให้น้ำแฉะมากเพราะอาจทำให้รากเน่าได้



ภาพประกอบจาก frynn.com




วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ไม้คลุมดิน กาบหอยแครงแคระ


กาบหอยแครงแคระ เป็นไม้ล้มลุกอายุนานหลายปี ที่เติบโตง่าย โตเร็ว ทนแล้งได้ดี จึงเป็นพืชอีกชนิดที่ได้รับความนิยมในการปลูกประดับหน้าดิน หรือปลูกเพื่อคลุมดินค่ะ


ลักษณะของลำต้นของต้นกาบหอยแครงแคระนั้น จะมีลำต้นที่อวบน้ำ มีไหลไต้ดิน และเจริญเติบโตเป็นพุ่ม ขึ้นเป็นกอ แตกกอตั้งตรง ใบรูปหอกหนาแข็ง ปลายใบแหลม โคนใบตัดหรือเป็นกาบหุ้มลำต้น ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างมีสีม่วงแดง ความสูงของลำต้น ประมาณ 10-15เซนติเมตร ดอกสีขาว ออกดอกตามซอกใบตลอดทั้งปี

ต้นกาบหอยแครงแคระ สามารถปลูกได้ในดินทั่วไปค่ะ ต้องการแดดร่มรำไร ถึงแดดเต็มวัน ความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ได้ด้วยการแยกหน่อและการปักชำน่ะนะคะ



ภาพประกอบจาก tup.ac.th/pasinee/maipra/3short/1kaabhoycraeng_ped.html

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย โคลงเคลงเลื้อย



สำหรับเพื่อนสมาชิกบ้านแสนรักที่ต้องการหาพันธุ์พืชมาปลูกเพื่อปกป้องหน้าดิน หรือคลุมดินแทนการใช้หญ้าทั่วไปนั้น นอกจากจะเลือกพันธุ์ไม้ที่ชื่นชอบแล้ว ยังต้องคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมที่จะนำพันธุ์พืชนั้น ๆ มาปลูกด้วยนะคะ

โคลงเคลงเลื้อย เป็นไม้คลุมดินอีกชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีในภูมิอากาศที่ค่อนข้างเย็นค่ะ ต้นโคลงเคลงเลื้อยเป็นไม้เลื้อยที่มีอายุหลายปี ลำต้นและกิ่งออกสีม่วงอมแดง สามารถทอดเลื้อยได้ไกลประมาณ 2-3 เมตร ออกรากตามข้อ ใบเป็นรูปไข่สีเขียวสด หนาและมีขนสั้นที่นุ่มปกคลุมอยู่ ดอกเป็นทรงกลมกลีบดอกสีชมพูอมม่วงบอบบาง ออกดอกเดี่ยวที่ปลายยอด มีกลีบ 5 กลีบ แม้จะออกดอกทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนแต่ดอกแต่ก็ร่วงง่าย ไม่ทนน่ะนะคะ

สำหรับผู้สนใจจะหาต้นโคลงเคลงเลื้อยมาปลูกนั้นสามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่มีแสงแดดจัดถึงร่มรำไรเลยค่ะ พืชชนิดนี้ชอบดินที่ชุ่มชื้นเป็นพิเศษ ปัจจุบันขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง,ตอนกิ่ง หรือการเพาะเมล็ด






ภาพประกอบจาก bloggang.com/viewdiary.php?id=kitpooh22&month=09-2012&group=27

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ไม้คลุมดิน กระดุมทอง


กระดุมทอง นั้นเป็นไม้พุ่มเตี้ยที่มีความสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตรค่ะ จัดเป็นไม้ล้มลุกอายุสั้นเนื่องจากจะมีอายุอยู่ได้ราวๆ 2 ปี แต่ก็เป็นพันธุ์ไม้ที่นิยมนำมาใช้ปรับแต่งภูมิทัศน์ ปลูกคลุมดิน สวนหย่อม แนวรั้ว หรือปลูกเพื่อป้องกันหน้าดินทลายในกรณีพื้นที่ลาดเอียง เป็นต้น


ชื่อพื้นเมืองของ กระดุมทอง อีกชื่อหนึ่งนั้น ก็คือ พิกุลทอง ค่ะ ลำต้นของต้นกระดุมทองจะมีขนสั้นๆ พอสากมือ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม มีขนสากทั้งสองด้าน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียงหยักหยักเป็นซี่ ออกดอกสีเหลืองตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 2-3 ซม. โดยจะออกดอกให้เชยชมทั้งปี แต่จะออกดอกมากที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือน มกราคม

สำหรับผู้ที่สนใจหาต้นกระดุมทองมาปลุกเพื่อปรับภูมิทัศน์หรือปลูกคลุมหน้าดินแทนการปลูกหญ้านั้น สามารถปลูกได้โดยการเพาะเมล็ดค่ะ กระดุมทองเป็นไม้ไม่เรื่องมาก ขึ้นได้ในดินทั่วไป มีการเจริญเติบโตที่เร็ว ต้องการแสงหรือแดดเต็มวันหรือครึ่งวัน เมื่อปลูกแล้วให้น้ำปานกลาง ปัจจุบันมีการวิจัยพบว่า ต้นกระดุมทองนั้นมีสรรพคุณทางยาด้วย โดยสามารถนำมาช่วยรักษาโรคหัวใจ,โรคความดัน และโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี


ภาพประกอบจาก nongbell.com


วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ไม้คลุมดิน ถั่วบราซิล


พืชตระกูลถั่วที่ปัจจุบันได้รับความนิยมแพร่หลายกันมากขึ้นในการนำมาปลูกคลุมดินเพื่อทดแทนการปลูกหญ้านั่นก็คือ ถั่วบราซิล นั่นเองนะคะ

ถั่วบราซิล นั้นมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อด้วยกันค่ะ ได้แก่ ถั่วลิสงเถา ถั่วปิ่นโต ถั่วเปรู แต่ที่เรียกกันติดปากโดยทั่วไปนั้นก็คือ ถั่วบราซิลซึ่งมีต้นกำเนิดจากทางตอนกลางของประเทศบราซิลนั่นเอง


ลักษณะของต้นถั่วบราซิลนั้นจะคล้าย ๆ กับต้นถั่วลิสงค่ะ มีลำต้นที่เลื้อยไปตามผิวดิน ใบเล็ก รากแก้วแข็งแรง สามารถเจริญเติบโตได้ในดินทุกสภาพ ทนแล้ง ทนร่มเงา ทนการเหยียบย่ำ นอกจากจะช่วยปกคลุมผิวดินเพื่อป้องกันวัชพืชชนิดอื่นแล้ว ยังช่วยให้ภูมิทัศน์ที่ได้รับการปลูกสวยงามเนื่องจากใบที่เขียวและดอกสีเหลืองที่น่ารักอีกด้วย

การปลูกและการดูแลรักษาต้นถั่วบราซลนั้นก็ไม่ยากค่ะ สามารถขยายพันธ์ด้วยการใช้เมล็ดหรือการปักชำก็ได้ แต่ควรปลูกในช่วงฤดูฝน หากปลูกด้วยเมล็ด สามารถปลูกได้ในอัตราส่วน 2 กิโลกรัมต่อไร่ (ก่อนปลูกควรรองพื้นด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 สัก 30 กิโลกรัมต่อไร่ก่อนนะคะ)โดยหยอดเมล็ดลงในหลุมลึก 2-3 ซม. รดน้ำทุกวัน โดยแต่ละหลุมให้มีระยะห่างประมาณ 50x50 ซม. ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ถั่วบราซิลก็จะเริ่มงอก (อัตราการงอกประมาณ 60-70 เปอเซ็นต์) แต่ระยะแรกจะเติบโตช้าหน่อยนะคะ หรือหากต้องการให้เติบโตเร็ว ก็ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำก็ได้ โดยใช้ลำต้นของถั่วบราซิลยาวสักประมาณ 10 ซม. ปักชำลงในดิน

ในช่วงระยะแรกของการปลูกถั่วบราซิล ควรหมั่นกำจัดวัชพืชที่ขึ้นแซมอยู่เป็นประจำค่ะ เมื่อต้นถั่วบราซิลเติบโตแล้วประมาณ 1 เดือน ก็จะเริ่มมีดอก และทยอยออกดอกไปเรื่อยๆ ตลอดช่วงหน้าฝน ช่วงที่ดอกดกที่สุดจะอยู่ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึงเดือน กันยายน และดอกจะลดลงในช่วงเดือน ตุลาคมถึงพฤศจิกายนค่ะ


ภาพประกอบจาก salinla.wordpress.com/category/around-my-country/

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ไม้คลุมดิน

ไม้คลุมดิน หรือ พืชคลุมดิน นั้น หมายถึง พืชที่มีลักษณะการเจริญเติบโตโดยการแผ่คลุมหน้าดิน โดยหวังประโยชน์จากการช่วยลดการชะล้างหรือกัดกร่อนจากธรรมชาติ อาทิเช่น ลม,ฝน,ความแห้งแล้ง และยังช่วยในการตกแต่งสวนให้มีความสวยงามได้อีกด้วยนะคะ

ไม้คลุมดินนั้นมีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกันค่ะ บางสายพันธุ์ก็เป็นไม้ใบ ในขณะที่บางสายพันธุ์ก็สามารถให้ดอกสวยได้เช่นกัน ซึ่งแต่ละสายพันธุ์นั้น ก็เหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปลูกในที่ร่ม,แดดรำไร หรือปลูกในที่ที่มีแสงแดดจัดตลอดทั้งวัน อีกทั้งความต้องการน้ำและการเอาใจใส่ดูแลก้ไม่เท่านั้น ดังนั้นการเลือกปลูกไม้คลุมดินหรือพืชคลุมดินแต่ละชนิดจึงแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่


พืชคลุมดิน ที่เป็นที่นิยมปลูกกันทั่วไป ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นพืชตระกูล หญ้าทั้งหลายแหล่ อาทิเช่น หญ้านวลน้อย,หญ้าญี่ปุ่น,หญ้ามาเลเซีย,หญ้าแพรก ซึ่งหญ้าพวกนี้เมื่อเติบโตขึ้น จำเป็นที่ต้องได้รับการตกแต่งให้มีระดับความสูงที่เหมาะสม จึงเหมาะสำหรับคนที่รักการตกแต่งสวนอยู่เป็นเนืองนิจ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกไม้คลุมดินไว้รักษาหน้าดินแต่ไม่อยากดูแลตัดแต่งหญ้าเป็นประจำ ก็สามารถเลือกไม้คลุมดินประเภทอื่นมาปลูกได้เช่นกัน อาทิเช่น ถั่วบราซิล,เทียนฝรั่ง,กระดุมทอง,หัวใจม่วง,ฤาษีผสม,เดหลี เป็นต้น

บ้านแสนรักในตอนหน้า เราจะมาคุยกันเรื่องการเลือกสรรไม้คลุมดินชนิดต่างๆ มาปลูกแทนการปลูกหญ้ากันนะคะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในตอนหน้าค่ะ






วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย คอนสวรรค์,ดาวนายร้อย



ต้นคอนสวรรค์ นั้นมีชื่ออื่นๆ ให้เรียกอีกหลายชื่อเลยทีเดียวค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ดาวนายร้อย สนก้างปลา เข็มแดง หรือแข้งสิงห์ เป็นต้น


ต้นคอนสวรรค์หรือดาวนายร้อยนั้น จัดเป็นไม้เลื้อยชนิดล้มลุก ที่มีอายุอยู่ได้เพียง 1 ปี มักขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ตามป่าละเมาะหรือที่รกร้างว่างเปล่า ลักษณะลำต้นจะเล็กและมีผิวที่เกลี้ยง ดอกสีแดงสดใส เมื่อบานออกจะคล้ายรูปดาว (จึงเรียกกันว่าดาวนายร้อย) แต่เมื่อต้นออกดอกแล้วเถาก็จะแห้งเฉาตายไปน่ะนะคะ



การปลูกต้นคอนสวรรค์เป็นไม้เลื้อยสำหรับขึ้นซุ้มหรือบังแดดสามารถปลูกได้ในดินทั่วไปค่ะ ชอบเป็นพิเศษหากเป็นดินร่วน พื้นที่ที่ปลูกต้องได้รับแสงแดดจัดเกือบทั้งวัน คอนสวรรค์ต้องการน้ำปานกลาง ควรรดน้ำให้เช้าเย็น วิธีการปลูก สามารถปลูกได้โดยการเพาะเมล็ดหรือการปักชำ


ภาพประกอบจาก pantip.com/topic/32867973,frynn.com

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย อัญชัน


อัญชัน นั้นเป็นไม้เลื้อยล้มลุกเนื้ออ่อนที่ออกดอกให้เชยชมตลอดทั้งปีค่ะ ลักษณะต้นของอัญชันจะเป็นไม้เถาลำต้นค่อนข้างกลมขนาดเล็กและอ่อน มีขนนุ่มๆ ปกคลุมทั่วลำต้น และสามารถเจริญเติบโตเลื้อยได้ไกลถึง 20 ฟุต ส่วนดอกของอัญชันจะมีอยู่ด้วยกันหลายสีนะคะ ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นสีน้ำเงินอมม่วง สีฟ้า สีม่วง หรือสีขาว ตัวดอกคล้ายกับดอกของต้นถั่ว เมื่อกลีบดอกบานจะมีลักษณะอ้าเหมือนกาบหอยเชลล์หรือปีกผีเสื้อ ออกดอกเดี่ยวๆ เกือบตลอดทั้งปี นิยมปลูกไว้ริมรั้วเพื่อให้ต้นอัญชันมีที่ยึดเกาะ


วิธีปลูก และดูแล ต้นอัญชัน ก็ไม่ยากค่ะ ต้นอัญชันสามารถขยายพันธุ์ได้โดยนำเมล็ดแห้งของต้นอัญชันไปแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นจึงนำผ้ามาห่อทิ้งไว้อีกสัก 2-3 วัน เมื่อรากงอกแล้วก็สามารถนำไปปลูกลงดินหรือลงกระถางได้เลย ส่วนวิธีการดูแลก็ง่ายเช่นกัน ต้นอัญชันนั้นชอบขึ้นในดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดีค่ะ หลังจากปลูกลงดินทำค้างหรือรั้วไว้ให้อัญชันยึดเกาะแล้ว ก็ให้รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น เมื่ออัญชันเติบโตให้ดอกแล้วก็จะให้ร่มเงากับซุ้มหรือประดับรั้วให้มีความสวยงาม แถมดอกอัญชันยังมีประโยชน์ทางยาหลายประการ สามารถเก็บดอกขายเป็นพืชเศรษฐกิจเสริมรายได้ให้กับครอบครัวได้อีกด้วยนะคะ




ภาพประกอบจาก paula13955.blogspot.com/2013/06/blue-pea-butterfly-pea.html


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย การเวก


การเวก นั้นจัดเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่ ให้ดอกหอมอ่อนที่นิยมปลูกเป็นไม้เลื้อยขึ้นรั้วหรือขึ้นซุ้มอีกชนิดหนึ่งนะคะ ลักษณะโดยทั่วไปของการเวกจะมีเถาอ่อนเป็นสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อเถาแก่ขึ้น มีพุ่มใบที่หนาแน่น ใบสีเขียวเข้มเป็นคลื่นเล็กน้อย ขอบใบเรียบ ออกใบสลับกันตามข้อต้น ส่วนดอกนั้นจะออกบริเวณโคนใบ ลักษณะเป็นดอกเดี่ยวสีเขียวและค่อยๆ กลายเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมจัดช่วงเวลาเย็นๆ ถึงพลบค่ำ


หลายๆ คนชอบปลูก การเวก เพราะเป็นไม้เลื้อยดอกหอมที่ออกดอกทั้งปีค่ะ วิธีการปลูกการเวก สามารถปลูกด้วยต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด หรือตอนกิ่งในช่วงฤดูฝนแล้วจึงนำมาปลูกวิธีนี้ได้รับความนิยมกว่าวธีแรกเพราะต้นการเวกจะโตเร็วและไม่กลายพันธุ์ ในขณะเดียวกันหากปลูกด้วยเมล็ดก็จะแข็งแรงทนทานกว่า

การเวกชอบแดดจัดพอสมควรค่ะ จึงเหมาะที่จะปลูกกลางแจ้ง สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด โดยเฉพาะดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี การเวกต้องการน้ำปานกลาง โดยระยะแรกที่นำมาปลูก ควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและเย็น เมื่อต้นโตแข็งแรงแล้วจึงลดลงเหลือเพียงวันละครั้งในช่วงเช้าก็พอ แต่ควรรดน้ำให้ชุ่ม เพียงเท่านี้ต้นการเวกก็จะเติบโตสวยงามเป็นร่มเงาให้บริเวณบ้านของเราได้แล้วน่ะนะคะ








วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย ชำมะนาด


ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย หรือไม้รอเลื้อย อีกชนิดหนึ่งที่จะมาแนะนำกันในวันนี้ก็คือ ชำมะนาด ค่ะ 



ชำมะนาด เป็นไม้รอเลื้อยขนาดกลางที่สามารถสูงได้ถึง 8 เมตร มีดอกขนาดเล็กออกเป็นพวงที่ปลายกิ่ง หรือออกตามซอกใบ ช่อละประมาณ 10-15 ดอก กลีบดอกเป็นสีขาวครีม หรือสีเหลืองอ่อน,เขียวอ่อน จัดเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื่้อยที่ให้ดอกหอมแรง กลิ่นหอมคล้ายใบเตย หรือคล้ายกลิ่นข้าวที่เพิ่งหุงสุกใหม่ๆ ใบของชำมะนาดเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงกันเป็นคู่ตรงข้ามกัน รูปใบรี ปลายใบแหลม โคนใบมน เนื้อใบบาง กิ่งเปราะและหักง่าย จึงไม่เหมาะกับการปลูกในที่ที่มีลมพัดแรงเป็นประจำน่ะนะคะ

ชำมะนาดเป็นไม้ที่ชอบแสงแดดจัดค่ะ ดังนั้นเมื่อจะปลูกจึงต้องหาพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดเต็มวัน อีกทั้งเป็นไม้ที่ไม่ชอบชื้นแฉะ จึงต้องปลูกในดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ค่อนข้างดี วิธีการปลูกและขยายพันธุ์ต้นชำมะนาดนั้น มักใช้วิธีตอนกิ่งหรือปักชำค่ะ แต่ก็ค่อนข้างขยายพันธุ์ได้ยาก ต้องใช้เวลาถึง 2-3 เดือนจึงจะมีรากให้เห็นน่ะนะคะ




ภาพประกอบจาก community.akanek.com


วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย สร้อยอินทนิล


สร้อยอินทนิล นั้นเป็นไม้เลื้อยที่มีใบดกแน่น เจริญเติบโตเร็ว ชอบอยู่กลางแจ้ง สามารถปลูกเลื้อยขึ้นซุ้มไว้บังแดด บังฝน ให้ดอกสวยและใบไม่ค่อยร่วง จึงเป็นพันธุ์ไม้เลื้อยอีกชนิดที่มีผู้นิยมปลูกกันทั่วไปน่ะนะคะ


ลักษณะโดยทั่วไปของ สร้อยอินทนิล จะเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ เติบโตเร็ว สามารถเลื้อยได้ไกลถึง 40-50 ฟุต ใบเป็นใบรูปไข่แกมหัวใจ (คล้ายใบพลู) ส่วนดอกก็จะมีสีม่วงอมฟ้า ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ และออกดอกใ้หเชยชมตลอดทั้งปี สามารถปลูกให้เลื้อยขึ้นซุ้มเพื่อให้ร่มเงาได้ดีมาก เนื่องจากใบดกแน่นทึบ เมื่อเวลาออกดอก ดอกก็จะห้อยเป็นระย้าลงมาด้านล่าง แลดูสวยงามน่าชมมาก

วิธีการปลูกสร้อยอินทนิลนั้น จะนิยมนำกิ่งที่ได้จากการปักชำมาปลูกค่ะ ซึ่งวิธีนี้จะได้ผลเร็วกว่าการเพาะเมล็ด ควรปลูกสร้อยอินทนิลไว้กลางแจ้งที่มีแสงแดดตลอดวัน ให้น้ำปานกลาง เมื่อต้นโตแข็งแรงดีแล้วรดน้ำเพียงวันละครั้ง แต่รดให้ชุ่มจึงจะเพียงพอ ดินที่ปลูกสามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่จะดีที่สุดหากเป็นดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี สามารถใช้ปุ๋ยหมักใส่เพื่อบำรุงสร้อยอินทนิลได้ปีละ 2-3 ครั้ง ก็จะทำให้สร้อยอินทนิลเติบโตสวยงามได้อย่างรวดเร็วน่ะนะคะ


ภาพประกอบจาก pantip.com/topic/33185214


วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย ใบละบาด


มาถึงพันธุ์ไม้เลื้อยที่มีชื่อแปลกๆ อีกชนิดกันบ้างค่ะ นั่นก็คือ ต้นใบละบาดนั่นเอง

ใบละบาด จัดเป็นไม้ยืนต้นชนิดเถาเลื้อยที่ต้องการแสงแดดจัด หรืออีกนัยหนึ่งคือควรปลูกกลางแจ้งนั่นเอง ลักษณะโดยทั่วไปนั้น จะเป็นเถาเบื้อยที่มีลำต้นเลื้อยได้ยาวไกลถึงกว่า 10 เมตร แตกกิ่งก้านและใบคลุมแน่นทึบ ลำต้นของใบละบาดมีลักษณะอวบน้ำใบเป็นใบเดี่ยวรูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนใบมนเว้า ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกมีสีชมพูอมม่วงอ่อนคล้ายดอกผักบุ้ง ความเชื่อในสมัยโบราณคือ หากบ้านไหนปลูกต้นใบละบาด จะมีเงินทองไหลมาเทมา เนื่องจากใบละบาดมีใบที่สวยงามและหนาดก ดังนั้นจำนวนใบที่มากขึ้นก็เหมือนกับเงินทองที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

ภาพประกอบจาก frynn.com
การปลูกต้นใบละบาดนั้นก็ไม่ยากเลยค่ะ เนื่องจากต้นใบละบาดนั้นชอบแสงแดด จึงควรเลือกตำแหน่งที่สามารถรับแสงได้เต็มวันและควรทำซุ้มหรือร้านให้ใบละบาดได้เกาะเลื้อย สามารถปลูกเพื่อบังแสงแดดภายในบริเวณบ้านได้เป็นอย่างดี ดินที่ใช้ปลูก ควรเป็นดินร่วนซุย มีความชื้นปานกลาง และควรรดน้ำให้ 5-7 วันครั้ง ส่วนวิธีการขยายพันธุ์นั้นก็ใช้วิธีการตอนซึ่งได้ผลค่อนข้างดี และการปักชำน่ะนะคะ



วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย จันทร์กระจ่างฟ้า


จันทร์กระจ่างฟ้า เป็นไม้เลื้อยนามเพราะ ดอกสวย อีกชนิดที่น่าสนใจเสาะหามาปลูกไว้ทำซุ้มหรือประดับสวนประดับบ้านน่ะนะคะ ต้นจันทร์กระจ่างฟ้าจะมีลักษณะเป็นไม้เลื้อยเถาอ่อนที่มีอายุหลายปี โดยมีใบเป็นรูปวงรีสีเขียวสดขอบมน และออกดอกสีเหลืองสดรูปร่างคล้ายแตรตามซอกใบตลอดทั้งปี


จันทร์กระจ่างฟ้า นั้นเป็นพืชที่เติบโตได้ค่อนข้างเร็วค่ะ วิธีการปลูก สามารถปลูกได้ในดินทั่วไป ชอบความชื้นปานกลาง ชอบแดด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการชำและตอนกิ่ง โดยเมื่อนำมาปลูกแล้วจะสามารถออกดอกได้ภายใน 1-2 เดือน

ข้อดีของต้นจันทร์กระจ่างฟ้าก็คือ เป็นพืชที่เลี้ยงง่ายและไม่ค่อยมีโรคหรือศัตรูพืชที่ต้องระวังเป็นพิเศษ สามารถปลูกได้ทั้งในกระถาง,ปลูกขึ้นซุ้มเพื่อบังแดด หรือจะตัดแต่งให้เป็นทรงพุ่มก็สามารถทำได้ เรียกว่าเป็นไม้ดอกครบเครื่องอีกชนิดที่น่าสนใจซื้อหามาปลูกไว้เชยชมทีเดียวนะคะ


ภาพประกอบจาก nanagarden.com





วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย พวงแสด


พวงแสด นั้นเป็นไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดดจัดค่ะ ดังนั้นจึงค่อนข้างเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศแบบบ้านเราที่มีแสงแดดจัดเกือบตลอดทั้งวัน เพียงแต่เลือกตำแหน่งปลูกให้เหมาะสมและสามารถรับแสงได้เกือบเต็มวันเท่านั้น


ลักษณะโดยทั่วไปของ พวงแสด เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ที่มีเนื้อแข็ง อายุนานหลายปี สามารถเลื้อยเกาะได้ไกลมากกว่า 40 ฟุต เถาของพวงแสดเมื่อยังอ่อนจะเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะกลายเป็นสีน้ำตาล ยึดเกาะโดยการเปลี่ยนใบย่อยคู่ที่สามที่อยู่ตรงกลางใบคู่เป็นมือยึดเกาะ ดอกของพวงแสดจะสีแสดสมชื่อค่ะ ออกดอกตามซอกใบและตามปลายกิ่ง ส่วนยอดของดอกดกแน่นช่อ เป็นรูปถ้วยหรือรูปกระดิ่งหงาย ส่วนดอกทั่วไปจะเป็นรูปทรงกรวยเรียวยาว ให้สีสันสวยงามสะดุดตาแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

แม้ว่าพวงแสดจะเป็นไม้ที่ชอบแสงแดดจัด แต่ก็ออกดอกมากเฉพาะในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่อากาศเย็น ในเดือน ธันวาคมถึงมีนาคมของทุกปี วิธีปลูกจะปลูกในสภาพดินที่ร่วน ไม่ต้องการน้ำมาก ส่วนการขยายพันธุ์พวงแสดนั้น ทำได้โดยใช้กิ่งปักชำ หรือตอนกิ่งเอาน่ะนะคะ


ภาพประกอบจาก nanagarden.com



วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย พวงคราม


พวงคราม นั้นจัดว่าเป็น ไม้เลื้อย ดอกงามอีกชนิดหนึ่งที่หลายคนที่รักพันธุ์ไม้ดอกให้ความสนใจเสาะหามาปลูกกันน่ะนะคะ ลักษณะโดยทั่วไปของพวงครามจะเป็นไม้เลื้อยเถาใหญ่ สามารถเลื้อยได้ไกลมากกว่า 20 ฟุต กิ่งก้านค่อนข้างแข็ง เมื่อเถายังอ่อนจะมีขนเมื่อเถาแก่ขึ้นขนก็จะหายไป ใบเป็นใบเดี่ยวรูปรี ใบมนกว้างปลายใบแหลม ผิวใบสาก พวงคราม จะออกดอกให้เชยชมเกือบตลอดทั้งปีค่ะ โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง

ภาพประกอบจาก pantip.com/topic/31660842

เมื่อพวงครามออกดอก ดอกพวงครามจะมีสีม่วงค่ะ โดยออกดอกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ลักษณะดอกมีกลีบ 5 กลีบคล้ายดาว 5 แฉก ดอกจะบานพร้อมกันทั้งช่อ และบานทนได้นานหลายวันมาก

พวงครามนั้นเป็นไม้ชอบแดดที่ทนต่อความแห้งแล้งและอายุนานหลายปีค่ะ ชอบดินที่ชุ่มชื้น ร่วนซุยสามารถเก็บความชื้นได้ดี ควรให้น้ำปานกลาง ไม่ชอบน้ำที่ขังแฉะ ส่วนวิธีการขยายพันธุ์นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง,การตอน หรือเพาะเมล็ดก็ได้นะคะ




วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย เล็บมือนาง


เล็บมือนาง เป็นไม้เลื้อยดอกหอมอีกชนิดที่มีผู้รู้จักและให้ความสนใจในการหามาปลูกเพื่อใช้เป็นไม้เลื้อยประดับรั้วหรือแม้แต่ไม้เลื้อยขึ้นซุ้มกันเป็นจำนวนมากน่ะนะคะ เล็บมือนาง มีถิ่นกำเนิดในเอเชียในสภาพภูมิอากาศร้อนโดยทั่วไป จัดเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดกลาง สามารถเลื้อยพันหรือพาดไปกับโครงเคร่า,ไม้อื่นได้ไกล 5-7 เมตร และหากได้รับการดูแลที่ดี ก็สามารถยาวได้มากกว่า 10 เมตร


ลักษณะทั่วไปของ ต้นเล็บมือนาง ลำต้นและเถาอ่อนจะมีขนสีเหลืองหรือน้ำตาลอมเทาปกคลุมอยู่ค่ะ ผิวต้นเกลี้ยง เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลปนแดง มีหนามเล็กน้อย เมื่อต้องการปลูกเป็นไม้เลื้อย ต้องมีร้านหรือหลักให้ยึดเกาะ

เล็บมือนาง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง หรือการเอาเง้าไปปลูกค่ะ โดยการผังให้ลึกลงในดินประมาณ 4 นิ้ว และเนื่องจากเป็นไม้ที่ชอบแสงแดดเต็มวัน จึงควรปลูกต้นเล็บมือนางไว้กลางแจ้ง ด้านที่โดนแดด ให้น้ำปานกลาง ดินที่เจริญเติบโตได้ดีคือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี

สำหรับดอกของต้นเล็บมือนางนั้น ออกเป็นช่อตามซอกใบและที่ปลายกิ่งหรือยอดของลำต้นค่ะ ช่อหนึ่งๆ จะมีดอกประมาณ 10-20 ดอก โดยช่อดอกเมื่อเริ่มบานจะเป็นสีขาวหรือชมพูอ่อน เมื่อบานเต็มที่จะเปลี่ยนสีเป็นสีชมพูเข้ม และเมื่อใกล้โรยจะกลายเป็นสีแดง ดอกเล็บมือนางมีกลิ่นหอมแรงโดยเฉพาะในช่วงพลบค่ำ และออกดอกได้ดีในเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน หรือช่วงฤดูร้อนของทุกปีนั่นเองนะคะ




ภาพประกอบจาก topicstock.pantip.com/home/topicstock/2011/12/R11517489/R11517489.html



วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย ลดาวัลย์


ลดาวัลย์ เป็นไม้พุ่มเลื้อย ที่ให้ดอกที่สวยงาม มีกลิ่นหอม สามารถนำมาปลูกเพื่อให้เลื้อยคลุมรั้วบ้าน,กำแพง หรือทำซุ้มได้ดีทีเดียวนะคะ และหากเราหมั่นตัดแต่งกิ่งก้านก็สามารถปลูกเป็นพุ่มเตี้ยสำหรับประดับบ้านได้อีกด้วย


ลดาวัลย์ จัดเป็นไม้เลื้อยชอบแดด ขนาดเล็กค่ะ มีอัตราการเจริญเติบโตที่ช้า กิ่งก้านเปราะหักง่าย แต่ถ้าให้เวลากับลดาวัลย์ ลดาวัลย์ก็จะสามารถแผ่เถาเลื้อยไปได้ไกลมากกว่า 8 เมตรเลยทีเดียว ปัจจุบันนี้มีอยู่ 2 สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยม คือสายพันธุ์พื้นเมืองของเราเอง และสายพันธุ์จากออสเตรเลีย ซึ่งสายพันธุ์หลังจะให้ดอกที่ดกกว่า แต่จะขยายเถาเร็วมาก จนที่ออสเตรเลียจัดให้เป็นวัชพืชเพราะจะเลื้อยไปปกคลุมต้นไม้ต้นอื่นเสียหมด ดังนั้นหากใครชอบไม้เลื้อยโตเร็วก็สามารถซื้อหามาปลูกกันได้

ลักษณะต้น ใบ และดอกของลดาวัลย์ เนื่องจากไม้ชนิดนี้ไม่ค่อยผลัดใบ จึงเหมาะสำหรับปลูกทำซุ้มหรือเลื้อยเกาะรั้ว,กำแพงเพื่อใช้พรางสายตา ใบของลดาวัลย์เป็นสีเขียวเข้ม ดอกเป็นช่อกลุ่มใหญ่สีขาว ออกดอกตามซอกใบ แต่ละช่อก็จะมีดอกเล็กๆ รูปร่างคล้ายกระดิ่งรวมกันอยู่หลายดอก


ลดาวัลย์ให้ดอกดีมากในช่วงปลายฝนต้นหนาวค่ะ ช่วงประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม แต่เนื่องจากลดาวัลย์ชอบอากาศเย็นสบาย ดังนั้นการปลูกแต่ละพื้นที่จึงให้ดอกมากไม่เท่ากัน ดอกลดาวัลย์จะบานอยู่ได้ราว 2-3 วัน จากนั้นสีเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทั้งช่อ แล้วค่อยๆ เหี่ยวแห้ง ร่วงหล่นไป หากต้องการให้ออกดอกหนาแน่นในปีถัดไป ก็ต้องคอยตัดแต่งกิ่งให้ต้นแตกกิ่งใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ

สำหรับการปลูกและดูแลรักษาต้นลดาวัลย์นั้นก็ไม่ยากค่ะ ควรเลือกพื้นที่ที่มีแดดจัด และหมั่นให้โคนต้นมีความเย็นและความชื้น หมั่นตัดแต่งกิ่งพอสมควรเพื่อไม่ให้กิ่งยาวรกทึบจนเกินไป การปลูกลดาวัลย์ขึ้นทำซุ้มนั้น ควรปลูกบริเวณโคนเสาทุกต้นแล้วประคองกิ่งก้านให้คอยเลื้อยขึ้นซุ้มก่อน โดยทำหลักปักไว้ใกล้ๆ ซุ้มที่จะเลื้อย แล้วผูกยอดพยุงกับหลักให้ตั้งขึ้นเพื่อให้ยอดเลื้อยขึ้นซุ้มต่อไปได้

การขยายพันธุ์ต้นลดาวัลย์นั้น นิยมทำกันโดยการตอนกิ่งนะคะ และควรตอนกิ่งขยายพันธุ์ช่วงฤดูฝนเพราะสภาพอากาศชื้น แดดแรง เอื้ออำนวยให้ต้นมีการแตกกิ่งใหม่ได้ดีกว่าช่วงอื่นๆ ค่ะ


ภาพประกอบจาก 2g.pantip.com/cafe/jatujak/topic/J11074387/J11074387.html

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย เฟื้องฟ้า


เฟื่องฟ้า นั้นจัดเป็นไม้พุ่มเลื้อยชนิดหนึ่งที่ให้ดอกสีสันจัดจ้านและออกดอกเกือบตลอดทั้งปีเลยทีเดียวค่ะ ว่ากันว่าหากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและได้แสงแดดเพียงพอ ใน 1 ปี เฟื่องฟ้าจะให้ดอกถึง 11 เดือนเลยทีเดียว


ปัจจุบันนั้นมีผู้นิยมนำ ต้นเฟื่องฟ้า มาปลูกเพื่อปรับปรุงทิวทัศน์ตามอาคารบ้านเรือนกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นไม้ที่มีความทนต่อสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งสูง มีอายุยืนนานหลายสิบปี และเป็นไม้พุ่มที่สามารถเลื้อยได้ไกลถึง 10 เมตร ทรงพุ่มนั้นสามารถตัดแต่งและบังคับทิศทางในการเจริญเติบโตได้ ลำต้นแข็ง กลมใหญ่ แต่เปราะและหักได้ง่าย มีหนามตามลำต้นอยู่เหนือใบ สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งวิธี เสียบยอด,ปักชำกิ่ง หรือตอนกิ่ง

ดอกเฟื่องฟ้าออกเป็นกระจุกตามง่ามใบและปลายกิ่งค่ะ มีกลีบดอกหรือใบประดับ 3 กลีบ ส่วนดอกจริงมีสีขาวขนาดเล็ก กลีบดอกหรือใบประดับจะมีหลากสีสัน ไม่ว่าจะเป็น สีชมพู,แดง,ขาว,ม่วง,ส้ม,เหลือง ซึงล้วนแล้วแต่สวยงามทุกสีน่ะนะคะ


การเตรียมดินเพื่อ ปลูกต้นเฟื่องฟ้า เนื่องจากเฟื่องฟ้าชอบดินที่สามารถระบายน้ำได้ดี ความชื้นต่ำและมีแสงแดดเต็มวัน ดังนั้น ควรปลูกต้นเฟื่องฟ้ากลางแจ้งและปลูกในดินปนทรายที่ไม่อุ้มน้ำมากเกินไป เมื่อปลูกลงดินแล้ว อย่ารดน้ำมากเกินไป ให้รดพอประมาณไม่ให้พื้นดินแฉะหรือน้ำขัง ใส่ปุ๋ยที่มีฟอตเฟตสูงเป็นประจำทุก 2-3 เดือน เพื่อช่วยให้เฟื่องฟ้าออกดอกอยู่ตลอดเวลา แต่หากต้นเฟื่องฟ้าใหญ่เกินไปก็ให้ตัดแต่งกิ่งสัก 2-3 นิ้วเพื่อจัดทรงและลดการใส่ปุ๋ยลงน่ะนะคะ

วิธีการบังคับให้เฟื่องฟ้าเลื้อยเกาะโครงสร้าง,กำแพง หรืออยากให้ ต้นเฟื่องฟ้า เติบโตในแนวตั้งตามจุดที่ต้องการ ควรใช้เชือกหรือลวดเหล็กพาดพื้นที่ผิวที่ต้องการให้ต้นเฟื่องฟ้าเลื่อยเกาะ แล้วนำกิ่งเฟื่องฟ้ามาสอดไว้ใต้ลวดหรือเชือกเหล่านั้น หมั่นทำซ้ำเรื่อยๆ เมื่อกิ่งที่สอดไว้โตก็จะช่วยให้ต้นเฟื่องฟ้ามีการเลื้อยเกาะตามจุดที่ต้องการได้ตามต้องการนะคะ



ภาพประกอบจาก comeongreen.com


วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย ที่ริมรั้ว


ปัจจุบันนั้นมีผู้นิยมนำพันธุ์ไม้ที่มีลักษณะลำต้นที่เลื้อยเกาะไปกับโครงสร้างอื่นๆ หรือต้นไม้ใหญ่เพื่อใช้เป็นสิ่งที่ช่วยพยุงลำต้นในการเจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ น่ะนะคะ

ไม้เลื้อย-สร้อยอินทนิล

เนื่องจาก ไม้เลื้อย เป็นไม้ที่ไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ตามลำพัง ธรรมชาติจึงได้ให้คุณสมบัติในการเลื้อยเกาะและทอดยอดเพื่อรับแสบในการปรับตัวเพื่ออยู่รอด และลักษณะเช่นนี้ก็ทำให้มีชนิดของไม้เลื้อยในธรรมชาติมากกว่าไม้ประเภทอื่น โดยแบ่งลักษณะของไม้เลื้อยออกได้เป็น 3 ลักษณะด้วยกันคือ

  1. ไม้เลื้อยแบบพาดพิง เช่น เฟื่องฟ้า สายหยุด โนรา ลักษณะการเจริญเติบโตจะมีลักษณะของไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ต้นแตกกิ่งก้านยาวแล้วเอนไปพาดพิงกับสิ่งอื่นๆ เพื่อช่วยพยุงตัว
  2. ไม้เลื้อยแบบขัดสาน เช่น เล็บมือนาง ไม้เลื้อยประเภทนี้เมื่อไม่มีสิ่งที่จะช่วยพยุงก็จะพากันเลื้อยเกี่ยวเกาะกันเองเพื่อพยุงตัวเองขึ้นรับแสง
  3. ไม้เลื้อยแบบเกาะยึดเกี่ยวพันสิ่งที่ช่วยพยุง มีหลายส่วนของลำต้นเพื่อช่วยในการยึดเกาะค่ะ อาทิ หากเป็นไม้เลื้อยที่ใช้รากพิเศษที่อยู่ตามลำต้นและข้อปล้อง (เป็นรากเล็ก ๆ ที่แผ่เป็นแผง) เช่น พลูด่าง มธุรดา ตีนตุ๊กแก นมตำเรีย เป็นต้น ไม้เลื้อยแบบยอดเลื้อยพันสิ่งพยุง เช่น อัญชัน สร้อยอินทนิล และพวงแสด เป็นต้น 
ไม้พุ่งเลื้อย-เล็บมือนาง
ไม้เลื้อยนั้นมีเสน่ห์ในด้านรูปทรงที่อ่อนช้อยสวยงามค่ะ บางชนิดและสายพันธุ์ให้ดอกที่สวยและหอม สามารถสร้างเสน่ห์และสีสันให้กับสวนหรือบ้านของเราได้เป็นอย่างดี ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนรัก เรามาทำความรู้จักกับไม้เลื้อยที่น่าสนใจแต่ละชนิดกันนะคะ




ภาพประกอบจาก topicstock.pantip.com
biogang.net/plant_view.php?uid=57357&id=200584


รั้วรอบขอบชิด เลือกรั้วแบบไหนให้บ้านของเราดีนะ ตอน รั้วต้นไม้

 เรามักจะเห็น รั้วต้นไม้ ในสังคมชนบทซะเป็นส่วนใหญ่นะคะ เนื่องจากวิถีชีวิตของชาวชนบทนั้นมักมีความแน่นแฟ้นกันมากกว่าสังคมเมือง ดังนั้นจึงแทบไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างรั้วรอบขอบชิดเพื่อปิดกั้นความสัมพันธ์ระหว่างกัน อีกทั้งภัยสังคมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น โจรขโมยก็น้อยกว่าสังคมเมืองเป็นอันมาก เราจึงมักจะเห็นบ้านเรือนในต่างจังหวัดหรือในชนบท นิยมปลูกต้นไม้ไว้เป็นแนวเขตระหว่างกัน แถมต้นไม้ที่เลือกมาปลูกนั้น ก็มักจะเป็น ไม้กินได้หรือผักสวนครัวอีกด้วย เช่น มะนาว,กระถิน,,ขจร,ชมพู่,มะม่วง,มะละกอ,กระเพรา,โหระพา เป็นต้น


สำหรับในเมืองนั้น การสร้าง รั้ว เพื่อป้องกันอาณาเขตบ้านด้วย รั้วต้นไม้ ค่อนข้างเห็นได้น้อยค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างโครงเหล็กหรือโครงไม้เพื่อให้พันธุ์ไม้ได้เกาะเกี่ยวหรือเลื้อย หรือปลูกไม้พุ่ม,ไม้ดอก เพื่อบดบังรั้วโปร่งด้านในอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนั้นแล้วยังอาจมีการปลูกไม้ที่มีหนามแหลมคมเพื่อป้องกันการรุกล้ำพื้นที่ได้อีกด้วย เช่น ต้นกระบองเพชร,ชะอม เป็นต้น


ข้อดีของรั้วโปร่งคือการช่วยกรองมลพิษและฝุ่นละอองในอากาศค่ะ ช่วยเพิ่มบรรยากาศสดชื่น เขียวขจีให้บ้าน ในขณะเดียวกันข้อด้อยก็คือแข็งแรงและปลอดภัยน้อยกว่ารั้วประเภทอื่นน่ะนะคะ



รั้วรอบขอบชิด เลือกรั้วแบบไหนให้บ้านของเราดีนะ ตอน รั้วกึ่งทึบกึ่งโปร่ง



สำหรับ รั้วบ้าน ที่จะมาแนะนำกันในบทความนี้ ถือเป็นการรวมข้อดีของรั้ว 2 ชนิดเข้าไว้ด้วยกันนะคะ นั่นก็คือ รั้วกึ่่งทึบกึ่งโปร่ง นั่นเองค่ะ

ภาพประกอบจาก thaitechno.net
รั้วกึ่งทับกึ่งโปร่ง เป็นรั้วที่ผสมผสานกันระหว่างรั้วทึบท่อนล่างและรั้วโปร่งท่อนบน โดยวัสดุที่จะนำมาทำเป็นรั้วทึบ สามารถเลือกใช้ได้ทั้งแบบที่เป็นแผ่นปูนสำเร็จรูป,อิฐฉาบปูน,อิฐประสาน,คอนกรีต,เหล็ก,ไม้ ส่วนรั้วโปร่งด้านบน สามารถใช้วัสดุที่แตกต่างจากรั้วทึบด้านล่างได้ เช่น ส่วนที่เป็นรั้วทึบใช้อิฐฉาบปูน ด้านบนเป็นรั้วโปร่งที่ทำจากเหล็กดัด เป็นต้น ซึ่งเมื่อนำข้อดีของรั้วทั้ง 2 ประเภทมารวมกันแล้วถือว่าเหมาะมากสำหรับบ้านในยุคปัจจุบันที่ต้องการทั้งความเป็นส่วนตัว ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องการตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่รู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ภายใน

ภาพประกอบจาก bloggang.com
ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนจากรั้วกึ่งทึบกึ่งโปร่งก็คือ รั้วในส่วนล่างซึ่งเป็นรั้วทึบ สามารถป้องกันสัตว์ร้ายที่จะเข้ามาภายในบริเวณบ้านได้ค่ะ เช่น งู,ตัวเงินตัวทอง,ตะขาบ เป็นต้น ส่วนรั้วโปร่งที่อยู่ด้านบนก็ยังให้ความรู้สึกที่เป็นมิตร โปร่งสบาย ยอมให้ลมพัดผ่าน ทำให้บ้านไม่ร้อนอบอ้าว ทั้งยังเป็นการโชว์ภูมิทัศน์สวยๆ ของบ้านได้อีกด้วย

รั้วกึ่งทึบกึ่งโปร่งนั้น เหมาะกับบ้านทุกขนาดค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่สร้างเกือบเต็มพื้นที่ รั้วประเภทนี้จะช่วยลดความอึดอัดของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบรั้วที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบันนี้ทีเดียวนะคะ





รั้วรอบขอบชิด เลือกรั้วแบบไหนให้บ้านของเราดีนะ ตอน รั้วโปร่ง


สำหรับบ้านที่ต้องการกั้นอาณาเขตของบ้านให้เห็นชัดเจน แต่ก็ยังใกล้ชิดกับชุมชนและมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมนั้น บ้านแสนรักขอแนะนำการใช้ "รั้วโปร่ง" ค่ะ

ภาพประกอบจาก gfence-tg.com

รั้วโปร่ง สามารถออกแบบได้หลากหลายรูปแบบและก่อสร้างได้จากวัสดุหลายชนิด ทั้งแบบที่เป็นอิฐถือปูน,เหล็กเส้น,เหล็กดัด,ไม้,อัลลอยด์ เป็นต้น นอกจากสามารถทำเป็น รั้วโปร่ง ธรรมดาแล้ว ยังสามารถที่จะปลูกไม้เลื้อยเพื่อเพิ่มความสบายตา มองดูเป็นมิตรกับรอบข้าง อีกทั้งไม้ที่เลื้อยพันรั้วยังสามารถช่วยกรองฝุ่นละออง มลพิษทางอากาศได้อีกด้วย

ภาพประกอบจาก enduratech.co.za
รั้วโปร่งนั้นยอมให้ลมพัดผ่านได้โดยสะดวก ดังนั้นจึงทำให้บ้านไม่ร้อนอบอ้าว ไม่เกิดลมย้อนหรือลมแรงบริเวณริมรั้ว แต่ก็มีข้อเสียตรงที่อาจสูญเสียความเป็นส่วนตัวของคนในบ้าน เนื่องจากคนทั่วไปสามารถมองเห็นกิจกรรมภายในบ้านได้จากภายนอกรั้วนั่นเองนะคะ







วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

รั้วรอบขอบชิด เลือกรั้วแบบไหนให้บ้านของเราดีนะ ตอน รั้วทึบ


ปัจจุบันนี้การมีบ้านสักหลังนึงก็ต้องมีการป้องกันความปลอดภัยหลายอย่างด้วยกันนะคะ สาเหตุส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะสังคมเปลี่ยนไป โจรผู้ร้ายก็มีมากขึ้น การรักษาความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินก็เลยเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่คนรักบ้านทั้งหลายต้องคำนึงถึง

สำหรับบ้านเดี่ยว,ทาวเฮ้าส์ หรือบ้านที่พอมีบริเวณ ส่วนใหญ่แล้ว การเลือกทำรั้วรอบขอบชิดให้บ้านก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนเลือกใช้ค่ะ แต่รั้วประเภทไหนจะเหมาะกับบ้านของเรา เราลองมาดูข้อดีข้อด้อยของรั้วบ้านแต่ละแบบกันนะคะ


รั้วชนิดแรกที่เราเห็นกันได้ทั่วไปก็คือ รั้วทึบ ค่ะ รั้วชนิดนี้มักทำด้วยอิฐฉาบปูน อาจก่อด้วยอิฐบล็อกแบบเรียบหรือก่อด้วยอิฐแบบโชว์แนว ซึ่งรั้วทึบนี้ไม่ควรก่อให้สูงกว่า 1.80 เมตรนะคะ เพราะหากรั้วสูงกว่านั้น จะทำให้ผู้ที่อยู่ภายในรั้วอึดอัด แลดูเหมือนปิดกั้นจากโลกภายนอก ข้อดีของรั้วประเภทนี้คือ สามารถกันสายตาจากภายนอกได้ดี มีความเป็นส่วนตัวสูง ความสูงที่เหมาะสมสำหรับรั้วทึบคือ 1.20 เมตร ซึ่งจะสามารถบอกอาณาเขตบ้านได้อย่างชัดเจน ข้อควรระวังก็คือ รั้วทึบจะเป็นเสมือนหนึ่งกำแพงที่ต้านแรงลม ทำให้ลมเกิดอาการย้อนตีกลับ ใกล้กำแพงลมจะแรงมากจนอาจทำความเสียหายให้กับต้นไม้ที่ปลูกใกล้รั้วได้นะคะ


ภาพประกอบจาก งานไม้ระแนง.com

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

วัสดุโคร่งเคร่าเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน (ไม้โครงเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน)


เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน นั้นก็คือเฟอร์นิเจอร์สั่งทำตามรูปแบบและขนาดที่ต้องการสำหรับเจ้าของบ้านที่ชื่นชอบเฟอร์นิเจอร์ที่ให้ความสวยงามลงตัวทั้งประโยชน์ใช้สอยและรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์น่ะนะคะ

ความสวยงามทนทานของเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินขึ้นอยู่กับฝีมือช่าง รวมไปถึงวัสดุที่นำมาทำ เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินนั้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ส่วนใหญ่ทำมาจากไม้อัดหรือวัสดุสังเคราะห์ ดังนั้น การเลือกวัสดุที่จะนำมาทำเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นจึงมีความสำคัญและเป็นตัวกำหนดราคาด้วย

เมื่อตอนที่แล้วบ้านแสนรักแนะนำวัสดุปิดผิวเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินไปบ้างแล้ว ว่ามีวัสดุประเภทใดบ้าง วันนี้เรามาดูวัสดุที่จะเป็นตัวขึ้นรูปเฟอร์นิเจอร์ หรือที่เราเรียกว่า ไม้โครงของเฟอร์นิเจอร์กันบ้างค่ะ


ไม้โครงเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ก็คือไม้ที่นำมาเป็นโครงสร้างหลักๆ ของตัวเฟอร์นิเจอร์ค่ะ อุปมาง่ายๆ ไม้โครงนั้นก็คือกระดูกของเฟอร์นิเจอร์ ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างให้เฟอร์จิเจอร์นั่นเอง อย่างเช่น หากเราจะทำแผ่นพื้นหรือแผงตู้ ที่ต้องนำไม้อัดมาประกบไม่ว่าจะเป็น 1 ด้านหรือ 2 ด้าน ก็ต้องมีไม้โครงขึ้นรูปอยู่ตรงกลางเพื่อแข็งแรงและได้รูปทรงตามต้องการ (นึกถึงการก่อสร้างบ้านที่ต้องมีเสา มีคาน ก่อนมีการก่อผนังนั่นเองนะคะ)

ไม้โครงนั้น มีทั้งแบบที่เป็นไม้เส้นเดียว(ไม้เนื้อ) หรือไม้ที่นำมาต่อๆ กันด้วยเศษไม้(ไม้จ๊อย) ประเภทแรกจะราคาแพงกว่าและหายากกว่า มีโอกาสบิดเบี้ยวได้มากกว่า จึงไม่ค่อยได้รับความนิยม ปัจจุบันนี้มีการเลือกใช้ไม้จ๊อยมาใช้ทำไม้โครงกันมากกว่า เพราะหาง่ายทำงานง่ายและราคาไม่สูงมากนัก

เรามาดูคุณสมบัติของไม้โครงแต่ละชนิดที่นำมาใช้ทำโครงเคร่าของเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินกันนะคะ

1. ไม้สัก(สวนป่า) ไม้เนื้อนิ่ม ทำงานง่าย ตรงและไม่บิดตัว หากอายุไม้น้อยจะมีกระพี้ติดมากและยางไม้ไม่ค่อยมากทำให้ปลวกไม่ค่อยกลัว ราคาประมาณมัดละ 420-450 บาท/10 เส้น

2. ไม้สัก (เนื้อ) เนื้อนิ่มและทำงานง่ายเช่นกัน ไม้ตรงไม่บิดตัว ปลวกไม่กิน สามารถนำไปใช้ทำกรอบบานได้ แต่ก็มีราคาแพง ประมาณมัดละ 600-800 บาท/10 เส้น

3. ไม้เบญจพรรณ (ไม้รวม) ราคาถูก ไม้ตรงไม่บิดตัว รับแรงได้ค่อนข้างดี เนื้อไม้แข็งแต่ไม่เหนียว ค่อนข้างทำงานยาก ตอกตะปูยาก ราคาประมาณ 250-260 บาท/10 เส้น

4. ไม้ทุเรียน ทำงานง่าย ไม้ตรงไม่ค่อยบิดตัว คงรูป ไม้มีเนื้อที่อ่อน เบา ดังนั้นทำให้การยึดเกาะของตะปูหรือเกลียวปล่อยไม่ค่อยดี ปลวกและมอดชอบ ราคาถูก ประมาณมัดละ 250-260 บาท/10 เส้น

5. ไม้ยางพารา หาซื้อง่าย มีมากในท้องตลาด เนื้อไม้ขึ้นรูปง่าย เหนียวและแข็ง ตะปูและเกลียวปล่อยยึดได้ดี แต่ก็บิดตัวง่าย มีขนพองขึ้นเป็นบางชิ้น มอดชอบ ราคาถูก ประมาณ 230-260 บาท/10 เส้น

6. ไม้ตะแบก ไม้แข็งเนียว ตรงและไม่บิดตัว เนื้อไม้ลื่นมันทำงานง่าย ราคาพอๆ กับกลุ่มไม้สัก ปลวกไม่ชอบ ราคาประมาณ 420-480 บาท/10 เส้น

7. ไม้สยา ไม้เนื้ออ่อนและไม่เปราะ ทำงานได้ง่าย น้ำหนักเบา ตรง ไม่บิดตัวง่าย การยึดเกาะไม่ค่อยดึ ปัจจุบันเริ่มหายาก ราคาปานกลาง 300-350 บาท/10 เส้น

8. ไม้ตะเคียน เนื้อเหนียวแข็ง ไม่ค่อยบิดงอ การยึดเกาะเกลียวปล่อยและตะปูดี แต่ทำงานยากเพราะแข็ง ราคาปานกลาง 300-350 บาท/10 เส้น


ขอบคุณข้อมูลจาก thaicarpenter.com
ภาพประกอบจาก pantip.com/topic/30022816

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

วัสดุที่นำมาปิดผิวเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน


เมื่อตอนที่แล้ว บ้านแสนรัก ได้แนะนำวัสดุที่นิยมนำมาทำเป็น เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน กันไปแล้วนะคะ ได้แก่ ไม้ปาติเคิ้ล บอร์ด,ไม้ MDF และไม้อัดหรือไม้จริงประเภทอื่นๆ

ทั้ง 3 วัสดุข้างต้นนั้น มักนำมาทำเป็นชิ้นส่วนพวก บานตู้,ท้อป,ชั้นตู้โต๊ะ แต่แน่นอนว่ายังไม่มีผิวที่สวยงาม ต้องอาศัยการปิดผิวเพื่อเพิ่มความสวยงามและลวดลายที่อยากได้อีกขั้นตอนหนึ่ง

วัสดุปิดผิวที่นำมาใช้นั้นก็มีด้วยกันหลายชนิดค่ะ เรามาทำความรู้จักวัสดุปิดผิวที่ได้รับความนิยมชนิดต่างๆ กันนะคะ

ภาพประกอบจาก ana-white.com
วัสดุปิดผิวชนิดแรกก็คือ กระดาษ หรือ ฟอยล์ (Foil) ค่ะ วัสดุประเภทนี้คือกระดาษที่พิมพ์ลายไม้แล้วนำมาปิดผิวชิ้นงานด้วยกาว ถือว่าเป็นวัสดุราคาถูก ไม่ทนแรงขูดขีด กันน้ำไม่ได้ พบเห็นได้ทั่วไปตามเฟอร์นิเจอร์น็อคดาวน์ที่ขายอยู่ในท้องตลาดนะคะ

วัสดุปิดผิวชนิดที่ 2 คือ พลาสติกหรือพีวีซีค่ะ จุดเด่นของวัสดุชนิดนี้คือมีความทนทาน,ทนการขีดข่วนและกันน้ำได้ แต่ความสวยงามจะสู้แบบฟรอยล์ไม่ได้ นิยมนำมาใช้ปิดผิว โต๊ะอาหาร,โต๊ะทำงาน แต่ด้วยความที่ราคาค่อนข้างสูง เลยไม่ค่อยนิยมนำมาใช้งานกันเท่าไหร่นะคะ

วัสดุปิดผิวชนิดที่ 3 คือ เมลามีน ค่ะ วัสดุชนิดนี้คล้ายกับพลาสติก ทนทานความร้อนและรอยขีดขีด มีสีและลวดลายต่างๆ กัน สามารถนำมาปิดผิวลงบนวัสดุที่นำมาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ดี เช่น ปิดลงบนแผ่นปาร์ติเคิ้ล บอร์ด เป็นต้น

วัสดุปิดผิวชนิดที่ 4 คือ ลามิเนต วัสดุชนิดนี้คล้ายกับฟอร์ไมก้า ลักษณะจะเป็นแผ่นเหมือนไม้อัดบางๆ สามารถนำไปปิดผิววัสดุด้วยการปิดทับพื้นผิวเดิมอีกชั้น มีหลายสีหลายลายให้เลือก แม้ว่าจะทนทานต่อแรงขูดขีดและทนน้ำ แต่ข้อเสียก็คือ มักจะเปราะและร่อนเป็นแผ่นๆ เมื่อใช้ไปนานๆ น่ะนะคะ

วัสดุปิดผิวชนิดที่ 5 วีเนียร์ เจ้าวีเนียร์นี้เป็นแผ่นไม้ที่ฝานบางๆ ค่ะ สามารถนำมาปิดทับลงบนไม้ที่นำมาทำเฟอร์นิเจอร์ได้ โดยให้ลายเหมือนไม้จริง ข้อเสียคือ ไม่ทนน้ำ,ไม่ทนรอยขูดขีด เปราะหักง่ายตรงขอบๆ ต้องระวังให้มากเพราะร้านเฟอร์นิเจอร์บางแห่งจะบอกว่านี่คือเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากไม้จริงน่ะนะคะ(แค่ปิดผิวด้วยไม้จริงเท่านั้น)

นอกจากวัสดุปิดผิวทั้ง 5 ชนิดแล้ว วิธีการทำผิวให้เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินยังมีการทำสีอีกด้วย โดยวัสดุของเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถนำมาทำสี ก็จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุ MDF เนื่องจากมีเนื้อละเอียด ง่ายต่อการทำสี การทำสีเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน สามารถทำได้ตั้งแต่ทำสีด้านแบบธรรมดา หรือพ่นสีแบบ ไฮ กรอส หรืออาจมีการปิดผิวด้วยวัสดุข้างต้นก่อน แล้วพ่นสีเคลือบอีกรอบ ก็จะทำให้ได้เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินสวยๆ สมใจ แต่แน่นอนว่าต้องแลกมากับราคาที่สูงขึ้นด้วยน่ะนะคะ





วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

วัสดุที่นำมาทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน


เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน นั้น มีสนนราคาที่แตกต่างกันเนื่องมาจากลักษณะดีไซด์ของงานที่ทำรวมไปถึงวัสดุที่นำมาทำด้วยน่ะนะคะ

ส่่วนใหญ่แล้ววัสดุที่นำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน จะใช้อยู่ 3 ตัวด้วยกันได้แก่

1. ปาติเคิ้ล บอร์ด Particle Board ปาติเคิ้ล บอร์ด นั้นก็คือแผ่นไม้ที่ผลิตมาจากไม้แท้ๆ นำมาบดย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วอัดขึ้นรูปเป็นแผ่นด้วยความร้อน,กาวและแรงอัด สามารถป้องกันปลวกและความชื้นได้ค่อนข้างดี โดยจะผลิตออกมา 2 ขนาดด้วยกัน คือขนาด 1200x2400 มม. และ ขนาด 1800x2400 มม. ส่วนความหนาก็มีหลายขนาดด้วยกัน เช่น หนา 3 มม. 9 มม. 16 มม. 19 มม. เป็นต้น แผ่นปาติเคิ้ล บอร์ดนี้ยังเป็นแผ่นไม้ที่ไม่ได้ปิดผิวภายนอกนะคะ เมื่อนำไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือตกแต่งบ้านแล้วก็ยังต้องมีการนำวัสดุปิดผิวมาปิดเพื่อความสวยงามอีกทีหนึ่ง (ราคาถูกกว่า MDF และไม้จริง)

ปาติเคิ้ล บอร์ด

2. เอ็มดีเอฟ MDF ( Medium Density Fiberboard) เอ็มดีเอฟ เป็นไม้อัดที่ทำมาจาก ฝุ่นไม้ที่บดจนละเอียด ผสมด้วยกาวแล้วอัดออกมาเป็นแผ่นเช่นกันค่ะ (ฝุ่นไม้จะละเอียดกว่าชิ้นไม้ที่ย่อยมาทำเป็น ปาติเคิ้ล บอร์ด) วัสดุชนิดนี้มีความแข็งแรงเพราะมีความหนาแน่นสูงกว่า ปาติเคิ้ล บอร์ด นิยมใช้ในส่วนที่ต้องการความแข็งแรง เช่น ใช้เป็นหน้าโต๊ะ แล้วปิดผิวด้วยวัสดุปิดผิว หรืออาจใช้วิธีพ่นเคลือบหรือทาสีก็ได้ (แต่ไม่ค่อยนิยมค่ะ เพราะการพ่นหรือทาสีจะทำได้ค่อนข้างยาก) (ราคาแพงกว่าปาติเคิ้ล บอร์ด แต่ถูกกว่าไม้จริง)

ไม้ MDF

3. ไม้จริงหรือไม้อัดประเภทอื่นๆ (ราคาแพงกว่าวัสดุทั้ง 2 ประเภทข้างต้น) ไม้ประเภทนี้มักนิยมนำมาทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน เพราะมีความทนทานแข็งแรงกว่าวัสดุทั้ง 2 ประเภทแรก แต่ก็จะมีราคาแพงกว่าค่อนข้างมาก

ไม้อัด
 วัสดุทั้ง 3 ชนิดนั้น สามารถนำมาทำเป็นหน้าบาน,ท็อป หรือส่วนต่างๆ ของเฟอร์นิเจอร์ได้ แต่ยังต้องนำมาตกแต่งด้วยวัสดุปิดผิวให้มีความสวยงาม เช่นปิดด้วยวัสดุปิดผิวลายไม้ สีเงา สีด้าน ลวดลายต่างๆ

ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนรัก เราจะมาดูวัสดุปิดผิวชนิดต่าง ๆ กันนะคะ




ภาพประกอบจาก prachacheun.com







ขั้นตอนการว่าจ้างและการออกแบบตกแต่งภายในบ้าน


ปัจจุบันนี้มีเจ้าของบ้านที่นิยมตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินซึ่งต้องได้รับการออกแบบทั้งตัวเฟอร์นิเจอร์เองและขนาด รวมไปถึงรูปแบบสไตล์ของเฟอร์นิเจอร์ให้เข้ากับตัวบ้านและรสนิยมของเจ้าของบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ น่ะนะคะ


ผู้ที่รับจ้าง ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และ ตกแต่งบ้าน ด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินนั้น มีทั้งแบบที่รับงานโดยตรงคือเป็นโรงงานผลิตเอง และมีทั้งจากบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในซึ่งจะเป็นผู้ออกแบบ (interior designers)  ก่อนขั้นตอนหนึ่ง จากนั้นจึงจะนำแบบไปว่าจ้างโรงงานผลิตอีกทอด(แต่บางบริษัทก็สามารถขึ้นชิ้นงานผลิตเองได้เลยค่ะ) ซึ่งขั้นตอนของการว่าจ้างและออกแบบจะคล้ายคลึงกัน เรามาดูขั้นตอนคร่าวๆ ของการว่าจ้างออกแบบตกแต่งภายในบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินกันนะคะ


ขั้นตอนแรก ก็คือ เจ้าของบ้านที่ต้องการว่าจ้างผู้ออกแบบตกแต่งภายในนั้นก็จะต้องนำเอาแบบแปลนบ้านที่สร้างเสร็จแล้วเข้าไปพูดคุยกับผู้ออกแบบค่ะ การพูดคุยขั้นตอนนี้จะเป็นเรื่องของรายละเอียดความต้องการของเจ้าของบ้านเอง ว่าต้องการตกแต่งบ้านแบบไหน สไตล์ไหน อีกทั้งต้องรู้วว่าตนเองชอบหน้าตาของเฟอร์นิเจอร์แบบใด สีใด นอกจากจะเป็นเรื่องของหน้าตาของตัวเฟอร์นิเจอร์และภาพรวมของบ้านแล้ว ยังต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยของเฟอร์นิเจอร์ที่จะใช้งานด้วย เนื่องจากเมื่อตกลงติดตั้งงานเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินแล้วเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นจะไม่ทำสามารถเคลื่อนย้ายตำแหน่งได้อีก เจ้าของบ้านจึงควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยและรูปลักษณะของตัวเฟอร์นิเจอร์ให้มากนะคะ

ขั้นตอนที่สอง เมื่อมีการพูดคุยถึงรายละเอียดที่ต้องการแล้ว ทางผู้ออกแบบก็จะทำการประเมินราคาขั้นต่ำของงานให้กับเจ้าของบ้านคร่าวๆ ค่ะ โดยจะคำนวนออกมาเป็นตารางเมตร  (พื้นที่ใช้สอย) แล้วคูณด้วยราคาค่าผลิตชิ้นงานต่อตารางเมตร เช่น คิดราคา 12,000 บาท : ตารางเมตร เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีค่าออกแบบอีกราว 10% ของราคางานทั้งหมด (ราคาค่าออกแบบอาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละเจ้านะคะ) เพื่อให้เจ้าของบ้านได้ทราบว่าจะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนเท่าใด

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อตกลงราคากันได้แล้ว ทางผู้รับจ้างออกแบบและตกแต่งภายในก็จะทำสัญญากับผู้ว่าจ้าง พร้อมกับขอเก็บเงินงวดแรกของงานออกแบบ โดยขั้นตอนการออกแบบนี้ ผู้รับจ้างจะส่งทีมงานออกไปสำรวจพื้นที่จริงในบ้านลูกค้าอย่างละเอียด เพื่อนำมาออกแบบตามที่ลูกค้าต้องการ โดยการออกแบบนี้จะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบได้ 2-3 ครั้ง จนกว่าจะได้แบบที่ตรงตามใจลูกค้ามากที่สุด จากนั้น จึงจะทำการเขียนแบบงานก่อสร้างจริงขึ้นมา และเสนอราคางานจริงให้ลูกค้าทราบค่าใช้จ่าย ขั้นตอนนี้ ส่วนใหญ่ลูกค้าสามารถนำงานไปให้ที่อื่นตีราคาได้ด้วยนะคะ เพราะทางบริษัทหรือผู้รับจ้างได้คิดค่าออกแบบไว้แล้ว

ขั้นตอนที่ 4 จะเป็นขั้นตอนที่มีการทำสัญญางานตกแต่งภายในกันค่ะ รายละเอียดในสัญญาจะบอกถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน,ระยะเวลาในการทำงาน และอื่นๆ

ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนรัก เราจะมาทำความรู้จักกับวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินกันนะคะ


ภาพประกอบจาก roommag.com/vdo/4373/warm-conversation
kvalitnitruhlari.cz/kuchyne/kuchynske-ostruvky




วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

อยากตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ต้องทำอะไรเป็นลำดับแรก


เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน นั้น ก็คือ เฟอร์นิเจอร์ ที่มีการออกแบบให้มีขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ และมีรูปแบบหรือสไตล์ที่ถูกใจต่อเจ้าของบ้านค่ะ เราสามารถเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินได้เกือบทุกห้องหรือเกือบทุกพื้นที่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องครัว หรือแม้แต่ห้องน้ำ อาทิเช่น ออกแบบส่วนที่เป็นตู้โชว์,ตู้เสื้อผ้า,โต๊ะเครื่องแป้ง,ชั้นวางทีวี,ชุดครัว ซึ่งข้อดีของการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินก็คือ นอกจากจะได้ใช้งานเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างตรงตามใจต้องการแล้ว เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินยังสามารถที่จะแก้ไขและปกปิดความไม่เรียบร้อยของเสา,แนวผนังที่มีจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ได้อีกด้วย

ภาพประกอบจาก johnsamuelinc.com
ดังนั้นเมื่อตัดสินใจจะเลือกใช้งาน เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน อันดับแรกๆ ที่เจ้าของบ้านจะต้องคำนึงถึง ก็คือ การเลือกแบบหรือดีไซด์ของเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งบ้านที่ตัวเองชื่นชอบให้ลงตัวเสียก่อน โดยสามารถเข้าไปดูตัวอย่างของการตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ได้จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือการตกแต่งบ้าน หรือจากสื่ออินเตอร์เน็ต ที่มีรูปแบบอันหลากหลายให้เลือก จากนั้นจึงรวบรวม แบบตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินไว้เป็นหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็น แบบห้องนอน,ห้องนั่งเล่น,ห้องแต่งตัว,ห้องน้ำ เป็นต้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินสำหรับบ้านของเราต่อไป

ภาพประกอบจาก poungmaifurniture.co.th
เมื่อรวบรวมไอเดียและรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน รวมถึง รูปแบบของเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งบ้านที่ชื่นชอบได้แล้ว จากนั้นจึงจะเริ่มมองหา "ผู้รับจ้างออกแบบ" และ "ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน" กันต่อไปค่ะ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีผู้รับเหมาทำงานเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินให้เลือกใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบของบริษัทที่รับจ้างออกแบบตกแต่งภายใน และในรูปแบบของโรงงานหรือผู้ที่รับจ้างผลิตเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินตามสั่งเอง

ในตอนหน้าเราจะมาดูขั้นตอนการว่าจ้างและการออกแบบตกแต่งภายในบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน กันนะคะ



   

ประเภทของเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตกแต่งบ้าน ตอน เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน (built in furniture)


บ้านแสนรักเมื่อตอนที่แล้ว เราได้รู้ข้อดี-ข้อด้อยของการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวมาใช้ภายในบ้านกันไปแล้วนะคะ ในตอนนี้ของบ้านแสนรัก เราจะมาดูการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์อีกประเภทหนึ่งมาใช้ตกแต่งบ้านกัน นั่นก็คือ การเลือกใช้ เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน  (built in furniture)นั่นเองค่ะ


สำหรับ เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ( (built in furniture)นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ เพื่อให้เหมาะกับสไตล์ของบ้านหรือความชื่นชอบของเจ้าของบ้าน มักเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ยึดติดแบบตายตัว ขยับหรือเคลื่อนย้ายไม่ได้ และมักจะออกแบบให้มีรูปทรงขนาดและสีสรรได้เข้ากับรสนิยมความชื่นชอบของเจ้าของบ้าน ดังนั้นข้อดีของเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ ก็คือเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถสั่งทำได้ตามใจคิดนั่นเองค่ะ

ข้อได้เปรียบของเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ที่มีมากกว่าเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวก็คือ เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปลักษณะหลากหลายสไตล์ สามารถออกแบบให้เข้ากับพื้นที่ภายในบ้านได้ทุกตารางนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของห้องนอน,ห้องนั่งเล่น,ห้องอาหาร หรือแม้แต่ในส่วนของห้องน้ำที่ต้องการมีเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินไว้ใช้สอยและส่วนอื่นๆ

แต่เมื่อมีข้อดีแล้วก็มีข้อด้อยด้วยเช่นกันค่ะ สำหรับข้อด้อยของเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน อย่างแรกก็คือ มีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวอื่นๆ เนื่องจากเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องสั่งผลิต ดังนั้น การทำของชิ้นเดียวจึงมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า  อีกทั้งเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ส่วนใหญ่ เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีลักษณะที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ หากเกิดความเสียหายหรือเบื่อรูปแบบเดิมๆ ก็ต้องรื้อหรือจ้างช่างเข้ามาถอดออก ไม่สามารถนำไปขายเป็นเฟอร์นิเจอร์มือสองได้น่ะนะคะ



ภาพประกอบจาก freehouseinteriordesignideas.com

ประเภทของเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตกแต่งบ้าน ตอน เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว


สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ สมาชิกบ้านแสนรักทุกท่าน

หลังจากผ่านพ้นขั้นตอนของการ สร้างบ้าน กันมาเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่หลายๆ คนให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ก็คือขั้นตอนของการตกแต่งบ้านนั่นเองนะคะ

ส่วนใหญ่แล้วการ ตกแต่งบ้าน นั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วน ก็คือในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ที่จะนำมาใช้งานในห้องต่างๆ ของบ้าน และการตกแต่งพื้นผิวของตัวบ้านเอง ซึ่งในวันนี้ เราจะมาคุยกันในเรื่องของเฟอร์นิเจอร์ที่นำมาใช้งานภายในบ้านกันก่อนนะคะ

สำหรับการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านนั้น สามารถแบ่งออกกว้างๆ ได้ 2 ประเภทด้วยกันค่ะ ก็คือ


- เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ มักเป็นเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปที่่สามารถเคลื่อนย้ายได้ และมีขายอยู่ตามท้องตลาด อาทิเช่น โซฟา,ชุดรับแขก,โต๊ะ,เก้าอี้,ชั้นวางทีวี,ตู้,เตียง เป็นต้น

ข้อดีของการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวก็คือ การสามารถเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นไปวางตามจุดต่างๆ ของบ้านได้ เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ หรือจัดให้เข้ากับมุมใหม่ๆ ของบ้านได้โดยสะดวก ราคาของเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ไม่สูงมากนัก สามารถซื้อหามาใช้งานหรือตกแต่งบ้านได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเบื่อหรือต้องการเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ก็สามารถทำได้ทันที แถมยังสามารถนำไปขายเป็นเฟอร์นิเจอร์มือสองได้อีกด้วย ปัจจุบันนี้วัสดุที่นำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวมีความหลากหลายพอสมควร ทั้งไม้จริง,ไม้เทียม,ไม้อัดปิดผิว,โลหะ,พลาสติก ฯลฯ ดังนั้นเจ้าของบ้านจึงมีทางเลือกหลากหลายในการคัดสรรเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวให้เข้ากับสไตล์ของบ้านและรสนิยมของตัวเอง

มีข้อดีแล้ว ทีนี้เรามาดูข้อเสียของการใช้เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวกันบ้างค่ะก็คือ ข้อเสียของการใช้งานเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวก็คือ ขนาดและรูปทรงของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น อาจจะไม่ได้พอดีกับมุมหรือขนาดของตัวบ้าน การออกแบบของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นอาจจะไม่ตรงตามความต้องการของเจ้าของบ้านเต็ม 100% และเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นมักผลิตขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงถือเป็นงานโหลที่สามารถพบเห็นได้ทั่วๆ ไป

ในตอนหน้าเรามาดูข้อดีข้อเสียของเฟอร์นิเจอร์แบบบิ้วอินกันบ้างนะคะ


ภาพประกอบจาก 247friend.net

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

ดินที่เหมาะสมกับการปลูกต้นไม้คือดินชนิดใด


สำหรับเพื่อนๆ สมาชิก บ้านแสนรัก ที่มีพื้นที่ว่างภายในบริเวณบ้านมากพอ อาจจะต้องการลงพืชพันธุ์ไม้เพื่อให้ร่มเงา หรือให้ความร่มรืนแก่ตัวบ้านบ้างน่ะนะคะ เพราะนอกจากจะได้ทั้งความสุขกายแล้ว ยังได้ความสุขใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันด้วย

วันนี้บล็อกบ้านแสนรักมีคำแนะนำดีๆ สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกที่ต้องการตระเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกต้นไม้หรือทำ สวน มาฝากกันค่ะ เราจะมาดู ชนิดของดินดีๆ ที่เหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้ให้เติบโตแข็งแรงกันนะคะ

ดินชนิดแรกที่จะมาแนะนำกันในวันนี้ ก็คือ ดินร่วน ค่ะ ดินร่วนนั้นเป็นดินที่มีลักษณะร่วนซุยสมชื่อ เนื้อดินจะมีลักษณะที่ค่อนข้างเบาเนื่องจากมีอินทรีย์วัตถุผสมอยู่บ้าง ธาตุอาหารบริบูรณ์ มีการถ่ายเทอากาศภายในเนื้อดินที่ดี ระบายน้ำได้ดี ดังนั้นจึงมีผู้นิยมใช้ดินประเภทนี้ปลูกต้นไม้กันอย่างแพร่หลาย

ดินชนิดที่สอง คือ ดินเหนียว ค่ะ ดินเหนียว จะเป็นดินที่มีเนื้อละเอียดมาก เวลาแห้งก็จะจับตัวกันเป็นก้นอนแข็งๆ ผิวแตกระแหง เวลาถูกน้ำจะกลายเป็นโคลนตม เป็นดินที่มีการดูดซึมน้ำช้า เพราะเม็ดดินละเอียด แต่สามารถอุ้มน้ำได้ดีกว่าดินชนิดอื่นๆ อากาศผ่านเข้าออกระหว่างเม็ดดินไม่ดี มีสารอาหารสำหรับพืชน้อย และมีสีของดินแตกต่างกันไปน่ะนะคะ

ดินชนิดสุดท้ายคือ ดินทราย ค่ะ ดินทรายเป็นดินที่มีเนื้อหยาบร่วน ลักษณะคล้ายทรายผสมอยู่เป็นส่วนใหญ่ เวลาโดนน้ำไม่จับตัวเป็นก้อน อุ้มน้ำได้น้อย แต่น้ำซึมผ่านไปได้ง่าย ทำให้ไม่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกน่ะนะคะ

ดังนั้นก่อนที่จะทำการปลูกพืชพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ลงในบริเวณบ้าน ก็ลองตรวจสอบสภาพและชนิดของดินภายในบริเวณบ้านของเราเสียก่อนนะคะ




ภาพประกอบจาก pantip.com/topic/31479424