วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

ไม้เลื้อย ที่ริมรั้ว


ปัจจุบันนั้นมีผู้นิยมนำพันธุ์ไม้ที่มีลักษณะลำต้นที่เลื้อยเกาะไปกับโครงสร้างอื่นๆ หรือต้นไม้ใหญ่เพื่อใช้เป็นสิ่งที่ช่วยพยุงลำต้นในการเจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ น่ะนะคะ

ไม้เลื้อย-สร้อยอินทนิล

เนื่องจาก ไม้เลื้อย เป็นไม้ที่ไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ตามลำพัง ธรรมชาติจึงได้ให้คุณสมบัติในการเลื้อยเกาะและทอดยอดเพื่อรับแสบในการปรับตัวเพื่ออยู่รอด และลักษณะเช่นนี้ก็ทำให้มีชนิดของไม้เลื้อยในธรรมชาติมากกว่าไม้ประเภทอื่น โดยแบ่งลักษณะของไม้เลื้อยออกได้เป็น 3 ลักษณะด้วยกันคือ

  1. ไม้เลื้อยแบบพาดพิง เช่น เฟื่องฟ้า สายหยุด โนรา ลักษณะการเจริญเติบโตจะมีลักษณะของไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ต้นแตกกิ่งก้านยาวแล้วเอนไปพาดพิงกับสิ่งอื่นๆ เพื่อช่วยพยุงตัว
  2. ไม้เลื้อยแบบขัดสาน เช่น เล็บมือนาง ไม้เลื้อยประเภทนี้เมื่อไม่มีสิ่งที่จะช่วยพยุงก็จะพากันเลื้อยเกี่ยวเกาะกันเองเพื่อพยุงตัวเองขึ้นรับแสง
  3. ไม้เลื้อยแบบเกาะยึดเกี่ยวพันสิ่งที่ช่วยพยุง มีหลายส่วนของลำต้นเพื่อช่วยในการยึดเกาะค่ะ อาทิ หากเป็นไม้เลื้อยที่ใช้รากพิเศษที่อยู่ตามลำต้นและข้อปล้อง (เป็นรากเล็ก ๆ ที่แผ่เป็นแผง) เช่น พลูด่าง มธุรดา ตีนตุ๊กแก นมตำเรีย เป็นต้น ไม้เลื้อยแบบยอดเลื้อยพันสิ่งพยุง เช่น อัญชัน สร้อยอินทนิล และพวงแสด เป็นต้น 
ไม้พุ่งเลื้อย-เล็บมือนาง
ไม้เลื้อยนั้นมีเสน่ห์ในด้านรูปทรงที่อ่อนช้อยสวยงามค่ะ บางชนิดและสายพันธุ์ให้ดอกที่สวยและหอม สามารถสร้างเสน่ห์และสีสันให้กับสวนหรือบ้านของเราได้เป็นอย่างดี ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนรัก เรามาทำความรู้จักกับไม้เลื้อยที่น่าสนใจแต่ละชนิดกันนะคะ




ภาพประกอบจาก topicstock.pantip.com
biogang.net/plant_view.php?uid=57357&id=200584


รั้วรอบขอบชิด เลือกรั้วแบบไหนให้บ้านของเราดีนะ ตอน รั้วต้นไม้

 เรามักจะเห็น รั้วต้นไม้ ในสังคมชนบทซะเป็นส่วนใหญ่นะคะ เนื่องจากวิถีชีวิตของชาวชนบทนั้นมักมีความแน่นแฟ้นกันมากกว่าสังคมเมือง ดังนั้นจึงแทบไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างรั้วรอบขอบชิดเพื่อปิดกั้นความสัมพันธ์ระหว่างกัน อีกทั้งภัยสังคมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น โจรขโมยก็น้อยกว่าสังคมเมืองเป็นอันมาก เราจึงมักจะเห็นบ้านเรือนในต่างจังหวัดหรือในชนบท นิยมปลูกต้นไม้ไว้เป็นแนวเขตระหว่างกัน แถมต้นไม้ที่เลือกมาปลูกนั้น ก็มักจะเป็น ไม้กินได้หรือผักสวนครัวอีกด้วย เช่น มะนาว,กระถิน,,ขจร,ชมพู่,มะม่วง,มะละกอ,กระเพรา,โหระพา เป็นต้น


สำหรับในเมืองนั้น การสร้าง รั้ว เพื่อป้องกันอาณาเขตบ้านด้วย รั้วต้นไม้ ค่อนข้างเห็นได้น้อยค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างโครงเหล็กหรือโครงไม้เพื่อให้พันธุ์ไม้ได้เกาะเกี่ยวหรือเลื้อย หรือปลูกไม้พุ่ม,ไม้ดอก เพื่อบดบังรั้วโปร่งด้านในอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนั้นแล้วยังอาจมีการปลูกไม้ที่มีหนามแหลมคมเพื่อป้องกันการรุกล้ำพื้นที่ได้อีกด้วย เช่น ต้นกระบองเพชร,ชะอม เป็นต้น


ข้อดีของรั้วโปร่งคือการช่วยกรองมลพิษและฝุ่นละอองในอากาศค่ะ ช่วยเพิ่มบรรยากาศสดชื่น เขียวขจีให้บ้าน ในขณะเดียวกันข้อด้อยก็คือแข็งแรงและปลอดภัยน้อยกว่ารั้วประเภทอื่นน่ะนะคะ



รั้วรอบขอบชิด เลือกรั้วแบบไหนให้บ้านของเราดีนะ ตอน รั้วกึ่งทึบกึ่งโปร่ง



สำหรับ รั้วบ้าน ที่จะมาแนะนำกันในบทความนี้ ถือเป็นการรวมข้อดีของรั้ว 2 ชนิดเข้าไว้ด้วยกันนะคะ นั่นก็คือ รั้วกึ่่งทึบกึ่งโปร่ง นั่นเองค่ะ

ภาพประกอบจาก thaitechno.net
รั้วกึ่งทับกึ่งโปร่ง เป็นรั้วที่ผสมผสานกันระหว่างรั้วทึบท่อนล่างและรั้วโปร่งท่อนบน โดยวัสดุที่จะนำมาทำเป็นรั้วทึบ สามารถเลือกใช้ได้ทั้งแบบที่เป็นแผ่นปูนสำเร็จรูป,อิฐฉาบปูน,อิฐประสาน,คอนกรีต,เหล็ก,ไม้ ส่วนรั้วโปร่งด้านบน สามารถใช้วัสดุที่แตกต่างจากรั้วทึบด้านล่างได้ เช่น ส่วนที่เป็นรั้วทึบใช้อิฐฉาบปูน ด้านบนเป็นรั้วโปร่งที่ทำจากเหล็กดัด เป็นต้น ซึ่งเมื่อนำข้อดีของรั้วทั้ง 2 ประเภทมารวมกันแล้วถือว่าเหมาะมากสำหรับบ้านในยุคปัจจุบันที่ต้องการทั้งความเป็นส่วนตัว ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องการตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่รู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ภายใน

ภาพประกอบจาก bloggang.com
ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนจากรั้วกึ่งทึบกึ่งโปร่งก็คือ รั้วในส่วนล่างซึ่งเป็นรั้วทึบ สามารถป้องกันสัตว์ร้ายที่จะเข้ามาภายในบริเวณบ้านได้ค่ะ เช่น งู,ตัวเงินตัวทอง,ตะขาบ เป็นต้น ส่วนรั้วโปร่งที่อยู่ด้านบนก็ยังให้ความรู้สึกที่เป็นมิตร โปร่งสบาย ยอมให้ลมพัดผ่าน ทำให้บ้านไม่ร้อนอบอ้าว ทั้งยังเป็นการโชว์ภูมิทัศน์สวยๆ ของบ้านได้อีกด้วย

รั้วกึ่งทึบกึ่งโปร่งนั้น เหมาะกับบ้านทุกขนาดค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่สร้างเกือบเต็มพื้นที่ รั้วประเภทนี้จะช่วยลดความอึดอัดของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบรั้วที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบันนี้ทีเดียวนะคะ





รั้วรอบขอบชิด เลือกรั้วแบบไหนให้บ้านของเราดีนะ ตอน รั้วโปร่ง


สำหรับบ้านที่ต้องการกั้นอาณาเขตของบ้านให้เห็นชัดเจน แต่ก็ยังใกล้ชิดกับชุมชนและมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมนั้น บ้านแสนรักขอแนะนำการใช้ "รั้วโปร่ง" ค่ะ

ภาพประกอบจาก gfence-tg.com

รั้วโปร่ง สามารถออกแบบได้หลากหลายรูปแบบและก่อสร้างได้จากวัสดุหลายชนิด ทั้งแบบที่เป็นอิฐถือปูน,เหล็กเส้น,เหล็กดัด,ไม้,อัลลอยด์ เป็นต้น นอกจากสามารถทำเป็น รั้วโปร่ง ธรรมดาแล้ว ยังสามารถที่จะปลูกไม้เลื้อยเพื่อเพิ่มความสบายตา มองดูเป็นมิตรกับรอบข้าง อีกทั้งไม้ที่เลื้อยพันรั้วยังสามารถช่วยกรองฝุ่นละออง มลพิษทางอากาศได้อีกด้วย

ภาพประกอบจาก enduratech.co.za
รั้วโปร่งนั้นยอมให้ลมพัดผ่านได้โดยสะดวก ดังนั้นจึงทำให้บ้านไม่ร้อนอบอ้าว ไม่เกิดลมย้อนหรือลมแรงบริเวณริมรั้ว แต่ก็มีข้อเสียตรงที่อาจสูญเสียความเป็นส่วนตัวของคนในบ้าน เนื่องจากคนทั่วไปสามารถมองเห็นกิจกรรมภายในบ้านได้จากภายนอกรั้วนั่นเองนะคะ







วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

รั้วรอบขอบชิด เลือกรั้วแบบไหนให้บ้านของเราดีนะ ตอน รั้วทึบ


ปัจจุบันนี้การมีบ้านสักหลังนึงก็ต้องมีการป้องกันความปลอดภัยหลายอย่างด้วยกันนะคะ สาเหตุส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะสังคมเปลี่ยนไป โจรผู้ร้ายก็มีมากขึ้น การรักษาความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินก็เลยเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่คนรักบ้านทั้งหลายต้องคำนึงถึง

สำหรับบ้านเดี่ยว,ทาวเฮ้าส์ หรือบ้านที่พอมีบริเวณ ส่วนใหญ่แล้ว การเลือกทำรั้วรอบขอบชิดให้บ้านก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนเลือกใช้ค่ะ แต่รั้วประเภทไหนจะเหมาะกับบ้านของเรา เราลองมาดูข้อดีข้อด้อยของรั้วบ้านแต่ละแบบกันนะคะ


รั้วชนิดแรกที่เราเห็นกันได้ทั่วไปก็คือ รั้วทึบ ค่ะ รั้วชนิดนี้มักทำด้วยอิฐฉาบปูน อาจก่อด้วยอิฐบล็อกแบบเรียบหรือก่อด้วยอิฐแบบโชว์แนว ซึ่งรั้วทึบนี้ไม่ควรก่อให้สูงกว่า 1.80 เมตรนะคะ เพราะหากรั้วสูงกว่านั้น จะทำให้ผู้ที่อยู่ภายในรั้วอึดอัด แลดูเหมือนปิดกั้นจากโลกภายนอก ข้อดีของรั้วประเภทนี้คือ สามารถกันสายตาจากภายนอกได้ดี มีความเป็นส่วนตัวสูง ความสูงที่เหมาะสมสำหรับรั้วทึบคือ 1.20 เมตร ซึ่งจะสามารถบอกอาณาเขตบ้านได้อย่างชัดเจน ข้อควรระวังก็คือ รั้วทึบจะเป็นเสมือนหนึ่งกำแพงที่ต้านแรงลม ทำให้ลมเกิดอาการย้อนตีกลับ ใกล้กำแพงลมจะแรงมากจนอาจทำความเสียหายให้กับต้นไม้ที่ปลูกใกล้รั้วได้นะคะ


ภาพประกอบจาก งานไม้ระแนง.com

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

วัสดุโคร่งเคร่าเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน (ไม้โครงเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน)


เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน นั้นก็คือเฟอร์นิเจอร์สั่งทำตามรูปแบบและขนาดที่ต้องการสำหรับเจ้าของบ้านที่ชื่นชอบเฟอร์นิเจอร์ที่ให้ความสวยงามลงตัวทั้งประโยชน์ใช้สอยและรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์น่ะนะคะ

ความสวยงามทนทานของเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินขึ้นอยู่กับฝีมือช่าง รวมไปถึงวัสดุที่นำมาทำ เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินนั้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ส่วนใหญ่ทำมาจากไม้อัดหรือวัสดุสังเคราะห์ ดังนั้น การเลือกวัสดุที่จะนำมาทำเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นจึงมีความสำคัญและเป็นตัวกำหนดราคาด้วย

เมื่อตอนที่แล้วบ้านแสนรักแนะนำวัสดุปิดผิวเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินไปบ้างแล้ว ว่ามีวัสดุประเภทใดบ้าง วันนี้เรามาดูวัสดุที่จะเป็นตัวขึ้นรูปเฟอร์นิเจอร์ หรือที่เราเรียกว่า ไม้โครงของเฟอร์นิเจอร์กันบ้างค่ะ


ไม้โครงเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ก็คือไม้ที่นำมาเป็นโครงสร้างหลักๆ ของตัวเฟอร์นิเจอร์ค่ะ อุปมาง่ายๆ ไม้โครงนั้นก็คือกระดูกของเฟอร์นิเจอร์ ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างให้เฟอร์จิเจอร์นั่นเอง อย่างเช่น หากเราจะทำแผ่นพื้นหรือแผงตู้ ที่ต้องนำไม้อัดมาประกบไม่ว่าจะเป็น 1 ด้านหรือ 2 ด้าน ก็ต้องมีไม้โครงขึ้นรูปอยู่ตรงกลางเพื่อแข็งแรงและได้รูปทรงตามต้องการ (นึกถึงการก่อสร้างบ้านที่ต้องมีเสา มีคาน ก่อนมีการก่อผนังนั่นเองนะคะ)

ไม้โครงนั้น มีทั้งแบบที่เป็นไม้เส้นเดียว(ไม้เนื้อ) หรือไม้ที่นำมาต่อๆ กันด้วยเศษไม้(ไม้จ๊อย) ประเภทแรกจะราคาแพงกว่าและหายากกว่า มีโอกาสบิดเบี้ยวได้มากกว่า จึงไม่ค่อยได้รับความนิยม ปัจจุบันนี้มีการเลือกใช้ไม้จ๊อยมาใช้ทำไม้โครงกันมากกว่า เพราะหาง่ายทำงานง่ายและราคาไม่สูงมากนัก

เรามาดูคุณสมบัติของไม้โครงแต่ละชนิดที่นำมาใช้ทำโครงเคร่าของเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินกันนะคะ

1. ไม้สัก(สวนป่า) ไม้เนื้อนิ่ม ทำงานง่าย ตรงและไม่บิดตัว หากอายุไม้น้อยจะมีกระพี้ติดมากและยางไม้ไม่ค่อยมากทำให้ปลวกไม่ค่อยกลัว ราคาประมาณมัดละ 420-450 บาท/10 เส้น

2. ไม้สัก (เนื้อ) เนื้อนิ่มและทำงานง่ายเช่นกัน ไม้ตรงไม่บิดตัว ปลวกไม่กิน สามารถนำไปใช้ทำกรอบบานได้ แต่ก็มีราคาแพง ประมาณมัดละ 600-800 บาท/10 เส้น

3. ไม้เบญจพรรณ (ไม้รวม) ราคาถูก ไม้ตรงไม่บิดตัว รับแรงได้ค่อนข้างดี เนื้อไม้แข็งแต่ไม่เหนียว ค่อนข้างทำงานยาก ตอกตะปูยาก ราคาประมาณ 250-260 บาท/10 เส้น

4. ไม้ทุเรียน ทำงานง่าย ไม้ตรงไม่ค่อยบิดตัว คงรูป ไม้มีเนื้อที่อ่อน เบา ดังนั้นทำให้การยึดเกาะของตะปูหรือเกลียวปล่อยไม่ค่อยดี ปลวกและมอดชอบ ราคาถูก ประมาณมัดละ 250-260 บาท/10 เส้น

5. ไม้ยางพารา หาซื้อง่าย มีมากในท้องตลาด เนื้อไม้ขึ้นรูปง่าย เหนียวและแข็ง ตะปูและเกลียวปล่อยยึดได้ดี แต่ก็บิดตัวง่าย มีขนพองขึ้นเป็นบางชิ้น มอดชอบ ราคาถูก ประมาณ 230-260 บาท/10 เส้น

6. ไม้ตะแบก ไม้แข็งเนียว ตรงและไม่บิดตัว เนื้อไม้ลื่นมันทำงานง่าย ราคาพอๆ กับกลุ่มไม้สัก ปลวกไม่ชอบ ราคาประมาณ 420-480 บาท/10 เส้น

7. ไม้สยา ไม้เนื้ออ่อนและไม่เปราะ ทำงานได้ง่าย น้ำหนักเบา ตรง ไม่บิดตัวง่าย การยึดเกาะไม่ค่อยดึ ปัจจุบันเริ่มหายาก ราคาปานกลาง 300-350 บาท/10 เส้น

8. ไม้ตะเคียน เนื้อเหนียวแข็ง ไม่ค่อยบิดงอ การยึดเกาะเกลียวปล่อยและตะปูดี แต่ทำงานยากเพราะแข็ง ราคาปานกลาง 300-350 บาท/10 เส้น


ขอบคุณข้อมูลจาก thaicarpenter.com
ภาพประกอบจาก pantip.com/topic/30022816

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

วัสดุที่นำมาปิดผิวเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน


เมื่อตอนที่แล้ว บ้านแสนรัก ได้แนะนำวัสดุที่นิยมนำมาทำเป็น เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน กันไปแล้วนะคะ ได้แก่ ไม้ปาติเคิ้ล บอร์ด,ไม้ MDF และไม้อัดหรือไม้จริงประเภทอื่นๆ

ทั้ง 3 วัสดุข้างต้นนั้น มักนำมาทำเป็นชิ้นส่วนพวก บานตู้,ท้อป,ชั้นตู้โต๊ะ แต่แน่นอนว่ายังไม่มีผิวที่สวยงาม ต้องอาศัยการปิดผิวเพื่อเพิ่มความสวยงามและลวดลายที่อยากได้อีกขั้นตอนหนึ่ง

วัสดุปิดผิวที่นำมาใช้นั้นก็มีด้วยกันหลายชนิดค่ะ เรามาทำความรู้จักวัสดุปิดผิวที่ได้รับความนิยมชนิดต่างๆ กันนะคะ

ภาพประกอบจาก ana-white.com
วัสดุปิดผิวชนิดแรกก็คือ กระดาษ หรือ ฟอยล์ (Foil) ค่ะ วัสดุประเภทนี้คือกระดาษที่พิมพ์ลายไม้แล้วนำมาปิดผิวชิ้นงานด้วยกาว ถือว่าเป็นวัสดุราคาถูก ไม่ทนแรงขูดขีด กันน้ำไม่ได้ พบเห็นได้ทั่วไปตามเฟอร์นิเจอร์น็อคดาวน์ที่ขายอยู่ในท้องตลาดนะคะ

วัสดุปิดผิวชนิดที่ 2 คือ พลาสติกหรือพีวีซีค่ะ จุดเด่นของวัสดุชนิดนี้คือมีความทนทาน,ทนการขีดข่วนและกันน้ำได้ แต่ความสวยงามจะสู้แบบฟรอยล์ไม่ได้ นิยมนำมาใช้ปิดผิว โต๊ะอาหาร,โต๊ะทำงาน แต่ด้วยความที่ราคาค่อนข้างสูง เลยไม่ค่อยนิยมนำมาใช้งานกันเท่าไหร่นะคะ

วัสดุปิดผิวชนิดที่ 3 คือ เมลามีน ค่ะ วัสดุชนิดนี้คล้ายกับพลาสติก ทนทานความร้อนและรอยขีดขีด มีสีและลวดลายต่างๆ กัน สามารถนำมาปิดผิวลงบนวัสดุที่นำมาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ดี เช่น ปิดลงบนแผ่นปาร์ติเคิ้ล บอร์ด เป็นต้น

วัสดุปิดผิวชนิดที่ 4 คือ ลามิเนต วัสดุชนิดนี้คล้ายกับฟอร์ไมก้า ลักษณะจะเป็นแผ่นเหมือนไม้อัดบางๆ สามารถนำไปปิดผิววัสดุด้วยการปิดทับพื้นผิวเดิมอีกชั้น มีหลายสีหลายลายให้เลือก แม้ว่าจะทนทานต่อแรงขูดขีดและทนน้ำ แต่ข้อเสียก็คือ มักจะเปราะและร่อนเป็นแผ่นๆ เมื่อใช้ไปนานๆ น่ะนะคะ

วัสดุปิดผิวชนิดที่ 5 วีเนียร์ เจ้าวีเนียร์นี้เป็นแผ่นไม้ที่ฝานบางๆ ค่ะ สามารถนำมาปิดทับลงบนไม้ที่นำมาทำเฟอร์นิเจอร์ได้ โดยให้ลายเหมือนไม้จริง ข้อเสียคือ ไม่ทนน้ำ,ไม่ทนรอยขูดขีด เปราะหักง่ายตรงขอบๆ ต้องระวังให้มากเพราะร้านเฟอร์นิเจอร์บางแห่งจะบอกว่านี่คือเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากไม้จริงน่ะนะคะ(แค่ปิดผิวด้วยไม้จริงเท่านั้น)

นอกจากวัสดุปิดผิวทั้ง 5 ชนิดแล้ว วิธีการทำผิวให้เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินยังมีการทำสีอีกด้วย โดยวัสดุของเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถนำมาทำสี ก็จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุ MDF เนื่องจากมีเนื้อละเอียด ง่ายต่อการทำสี การทำสีเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน สามารถทำได้ตั้งแต่ทำสีด้านแบบธรรมดา หรือพ่นสีแบบ ไฮ กรอส หรืออาจมีการปิดผิวด้วยวัสดุข้างต้นก่อน แล้วพ่นสีเคลือบอีกรอบ ก็จะทำให้ได้เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินสวยๆ สมใจ แต่แน่นอนว่าต้องแลกมากับราคาที่สูงขึ้นด้วยน่ะนะคะ





วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

วัสดุที่นำมาทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน


เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน นั้น มีสนนราคาที่แตกต่างกันเนื่องมาจากลักษณะดีไซด์ของงานที่ทำรวมไปถึงวัสดุที่นำมาทำด้วยน่ะนะคะ

ส่่วนใหญ่แล้ววัสดุที่นำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน จะใช้อยู่ 3 ตัวด้วยกันได้แก่

1. ปาติเคิ้ล บอร์ด Particle Board ปาติเคิ้ล บอร์ด นั้นก็คือแผ่นไม้ที่ผลิตมาจากไม้แท้ๆ นำมาบดย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วอัดขึ้นรูปเป็นแผ่นด้วยความร้อน,กาวและแรงอัด สามารถป้องกันปลวกและความชื้นได้ค่อนข้างดี โดยจะผลิตออกมา 2 ขนาดด้วยกัน คือขนาด 1200x2400 มม. และ ขนาด 1800x2400 มม. ส่วนความหนาก็มีหลายขนาดด้วยกัน เช่น หนา 3 มม. 9 มม. 16 มม. 19 มม. เป็นต้น แผ่นปาติเคิ้ล บอร์ดนี้ยังเป็นแผ่นไม้ที่ไม่ได้ปิดผิวภายนอกนะคะ เมื่อนำไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือตกแต่งบ้านแล้วก็ยังต้องมีการนำวัสดุปิดผิวมาปิดเพื่อความสวยงามอีกทีหนึ่ง (ราคาถูกกว่า MDF และไม้จริง)

ปาติเคิ้ล บอร์ด

2. เอ็มดีเอฟ MDF ( Medium Density Fiberboard) เอ็มดีเอฟ เป็นไม้อัดที่ทำมาจาก ฝุ่นไม้ที่บดจนละเอียด ผสมด้วยกาวแล้วอัดออกมาเป็นแผ่นเช่นกันค่ะ (ฝุ่นไม้จะละเอียดกว่าชิ้นไม้ที่ย่อยมาทำเป็น ปาติเคิ้ล บอร์ด) วัสดุชนิดนี้มีความแข็งแรงเพราะมีความหนาแน่นสูงกว่า ปาติเคิ้ล บอร์ด นิยมใช้ในส่วนที่ต้องการความแข็งแรง เช่น ใช้เป็นหน้าโต๊ะ แล้วปิดผิวด้วยวัสดุปิดผิว หรืออาจใช้วิธีพ่นเคลือบหรือทาสีก็ได้ (แต่ไม่ค่อยนิยมค่ะ เพราะการพ่นหรือทาสีจะทำได้ค่อนข้างยาก) (ราคาแพงกว่าปาติเคิ้ล บอร์ด แต่ถูกกว่าไม้จริง)

ไม้ MDF

3. ไม้จริงหรือไม้อัดประเภทอื่นๆ (ราคาแพงกว่าวัสดุทั้ง 2 ประเภทข้างต้น) ไม้ประเภทนี้มักนิยมนำมาทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน เพราะมีความทนทานแข็งแรงกว่าวัสดุทั้ง 2 ประเภทแรก แต่ก็จะมีราคาแพงกว่าค่อนข้างมาก

ไม้อัด
 วัสดุทั้ง 3 ชนิดนั้น สามารถนำมาทำเป็นหน้าบาน,ท็อป หรือส่วนต่างๆ ของเฟอร์นิเจอร์ได้ แต่ยังต้องนำมาตกแต่งด้วยวัสดุปิดผิวให้มีความสวยงาม เช่นปิดด้วยวัสดุปิดผิวลายไม้ สีเงา สีด้าน ลวดลายต่างๆ

ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนรัก เราจะมาดูวัสดุปิดผิวชนิดต่าง ๆ กันนะคะ




ภาพประกอบจาก prachacheun.com







ขั้นตอนการว่าจ้างและการออกแบบตกแต่งภายในบ้าน


ปัจจุบันนี้มีเจ้าของบ้านที่นิยมตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินซึ่งต้องได้รับการออกแบบทั้งตัวเฟอร์นิเจอร์เองและขนาด รวมไปถึงรูปแบบสไตล์ของเฟอร์นิเจอร์ให้เข้ากับตัวบ้านและรสนิยมของเจ้าของบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ น่ะนะคะ


ผู้ที่รับจ้าง ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และ ตกแต่งบ้าน ด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินนั้น มีทั้งแบบที่รับงานโดยตรงคือเป็นโรงงานผลิตเอง และมีทั้งจากบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในซึ่งจะเป็นผู้ออกแบบ (interior designers)  ก่อนขั้นตอนหนึ่ง จากนั้นจึงจะนำแบบไปว่าจ้างโรงงานผลิตอีกทอด(แต่บางบริษัทก็สามารถขึ้นชิ้นงานผลิตเองได้เลยค่ะ) ซึ่งขั้นตอนของการว่าจ้างและออกแบบจะคล้ายคลึงกัน เรามาดูขั้นตอนคร่าวๆ ของการว่าจ้างออกแบบตกแต่งภายในบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินกันนะคะ


ขั้นตอนแรก ก็คือ เจ้าของบ้านที่ต้องการว่าจ้างผู้ออกแบบตกแต่งภายในนั้นก็จะต้องนำเอาแบบแปลนบ้านที่สร้างเสร็จแล้วเข้าไปพูดคุยกับผู้ออกแบบค่ะ การพูดคุยขั้นตอนนี้จะเป็นเรื่องของรายละเอียดความต้องการของเจ้าของบ้านเอง ว่าต้องการตกแต่งบ้านแบบไหน สไตล์ไหน อีกทั้งต้องรู้วว่าตนเองชอบหน้าตาของเฟอร์นิเจอร์แบบใด สีใด นอกจากจะเป็นเรื่องของหน้าตาของตัวเฟอร์นิเจอร์และภาพรวมของบ้านแล้ว ยังต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยของเฟอร์นิเจอร์ที่จะใช้งานด้วย เนื่องจากเมื่อตกลงติดตั้งงานเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินแล้วเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นจะไม่ทำสามารถเคลื่อนย้ายตำแหน่งได้อีก เจ้าของบ้านจึงควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยและรูปลักษณะของตัวเฟอร์นิเจอร์ให้มากนะคะ

ขั้นตอนที่สอง เมื่อมีการพูดคุยถึงรายละเอียดที่ต้องการแล้ว ทางผู้ออกแบบก็จะทำการประเมินราคาขั้นต่ำของงานให้กับเจ้าของบ้านคร่าวๆ ค่ะ โดยจะคำนวนออกมาเป็นตารางเมตร  (พื้นที่ใช้สอย) แล้วคูณด้วยราคาค่าผลิตชิ้นงานต่อตารางเมตร เช่น คิดราคา 12,000 บาท : ตารางเมตร เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีค่าออกแบบอีกราว 10% ของราคางานทั้งหมด (ราคาค่าออกแบบอาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละเจ้านะคะ) เพื่อให้เจ้าของบ้านได้ทราบว่าจะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนเท่าใด

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อตกลงราคากันได้แล้ว ทางผู้รับจ้างออกแบบและตกแต่งภายในก็จะทำสัญญากับผู้ว่าจ้าง พร้อมกับขอเก็บเงินงวดแรกของงานออกแบบ โดยขั้นตอนการออกแบบนี้ ผู้รับจ้างจะส่งทีมงานออกไปสำรวจพื้นที่จริงในบ้านลูกค้าอย่างละเอียด เพื่อนำมาออกแบบตามที่ลูกค้าต้องการ โดยการออกแบบนี้จะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบได้ 2-3 ครั้ง จนกว่าจะได้แบบที่ตรงตามใจลูกค้ามากที่สุด จากนั้น จึงจะทำการเขียนแบบงานก่อสร้างจริงขึ้นมา และเสนอราคางานจริงให้ลูกค้าทราบค่าใช้จ่าย ขั้นตอนนี้ ส่วนใหญ่ลูกค้าสามารถนำงานไปให้ที่อื่นตีราคาได้ด้วยนะคะ เพราะทางบริษัทหรือผู้รับจ้างได้คิดค่าออกแบบไว้แล้ว

ขั้นตอนที่ 4 จะเป็นขั้นตอนที่มีการทำสัญญางานตกแต่งภายในกันค่ะ รายละเอียดในสัญญาจะบอกถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน,ระยะเวลาในการทำงาน และอื่นๆ

ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนรัก เราจะมาทำความรู้จักกับวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินกันนะคะ


ภาพประกอบจาก roommag.com/vdo/4373/warm-conversation
kvalitnitruhlari.cz/kuchyne/kuchynske-ostruvky




วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

อยากตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ต้องทำอะไรเป็นลำดับแรก


เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน นั้น ก็คือ เฟอร์นิเจอร์ ที่มีการออกแบบให้มีขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ และมีรูปแบบหรือสไตล์ที่ถูกใจต่อเจ้าของบ้านค่ะ เราสามารถเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินได้เกือบทุกห้องหรือเกือบทุกพื้นที่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องครัว หรือแม้แต่ห้องน้ำ อาทิเช่น ออกแบบส่วนที่เป็นตู้โชว์,ตู้เสื้อผ้า,โต๊ะเครื่องแป้ง,ชั้นวางทีวี,ชุดครัว ซึ่งข้อดีของการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินก็คือ นอกจากจะได้ใช้งานเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างตรงตามใจต้องการแล้ว เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินยังสามารถที่จะแก้ไขและปกปิดความไม่เรียบร้อยของเสา,แนวผนังที่มีจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ได้อีกด้วย

ภาพประกอบจาก johnsamuelinc.com
ดังนั้นเมื่อตัดสินใจจะเลือกใช้งาน เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน อันดับแรกๆ ที่เจ้าของบ้านจะต้องคำนึงถึง ก็คือ การเลือกแบบหรือดีไซด์ของเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งบ้านที่ตัวเองชื่นชอบให้ลงตัวเสียก่อน โดยสามารถเข้าไปดูตัวอย่างของการตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ได้จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือการตกแต่งบ้าน หรือจากสื่ออินเตอร์เน็ต ที่มีรูปแบบอันหลากหลายให้เลือก จากนั้นจึงรวบรวม แบบตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินไว้เป็นหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็น แบบห้องนอน,ห้องนั่งเล่น,ห้องแต่งตัว,ห้องน้ำ เป็นต้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินสำหรับบ้านของเราต่อไป

ภาพประกอบจาก poungmaifurniture.co.th
เมื่อรวบรวมไอเดียและรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน รวมถึง รูปแบบของเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งบ้านที่ชื่นชอบได้แล้ว จากนั้นจึงจะเริ่มมองหา "ผู้รับจ้างออกแบบ" และ "ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน" กันต่อไปค่ะ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีผู้รับเหมาทำงานเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินให้เลือกใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบของบริษัทที่รับจ้างออกแบบตกแต่งภายใน และในรูปแบบของโรงงานหรือผู้ที่รับจ้างผลิตเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินตามสั่งเอง

ในตอนหน้าเราจะมาดูขั้นตอนการว่าจ้างและการออกแบบตกแต่งภายในบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน กันนะคะ



   

ประเภทของเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตกแต่งบ้าน ตอน เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน (built in furniture)


บ้านแสนรักเมื่อตอนที่แล้ว เราได้รู้ข้อดี-ข้อด้อยของการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวมาใช้ภายในบ้านกันไปแล้วนะคะ ในตอนนี้ของบ้านแสนรัก เราจะมาดูการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์อีกประเภทหนึ่งมาใช้ตกแต่งบ้านกัน นั่นก็คือ การเลือกใช้ เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน  (built in furniture)นั่นเองค่ะ


สำหรับ เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ( (built in furniture)นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ เพื่อให้เหมาะกับสไตล์ของบ้านหรือความชื่นชอบของเจ้าของบ้าน มักเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ยึดติดแบบตายตัว ขยับหรือเคลื่อนย้ายไม่ได้ และมักจะออกแบบให้มีรูปทรงขนาดและสีสรรได้เข้ากับรสนิยมความชื่นชอบของเจ้าของบ้าน ดังนั้นข้อดีของเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ ก็คือเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถสั่งทำได้ตามใจคิดนั่นเองค่ะ

ข้อได้เปรียบของเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ที่มีมากกว่าเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวก็คือ เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปลักษณะหลากหลายสไตล์ สามารถออกแบบให้เข้ากับพื้นที่ภายในบ้านได้ทุกตารางนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของห้องนอน,ห้องนั่งเล่น,ห้องอาหาร หรือแม้แต่ในส่วนของห้องน้ำที่ต้องการมีเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินไว้ใช้สอยและส่วนอื่นๆ

แต่เมื่อมีข้อดีแล้วก็มีข้อด้อยด้วยเช่นกันค่ะ สำหรับข้อด้อยของเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน อย่างแรกก็คือ มีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวอื่นๆ เนื่องจากเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องสั่งผลิต ดังนั้น การทำของชิ้นเดียวจึงมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า  อีกทั้งเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ส่วนใหญ่ เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีลักษณะที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ หากเกิดความเสียหายหรือเบื่อรูปแบบเดิมๆ ก็ต้องรื้อหรือจ้างช่างเข้ามาถอดออก ไม่สามารถนำไปขายเป็นเฟอร์นิเจอร์มือสองได้น่ะนะคะ



ภาพประกอบจาก freehouseinteriordesignideas.com

ประเภทของเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตกแต่งบ้าน ตอน เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว


สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ สมาชิกบ้านแสนรักทุกท่าน

หลังจากผ่านพ้นขั้นตอนของการ สร้างบ้าน กันมาเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่หลายๆ คนให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ก็คือขั้นตอนของการตกแต่งบ้านนั่นเองนะคะ

ส่วนใหญ่แล้วการ ตกแต่งบ้าน นั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วน ก็คือในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ที่จะนำมาใช้งานในห้องต่างๆ ของบ้าน และการตกแต่งพื้นผิวของตัวบ้านเอง ซึ่งในวันนี้ เราจะมาคุยกันในเรื่องของเฟอร์นิเจอร์ที่นำมาใช้งานภายในบ้านกันก่อนนะคะ

สำหรับการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านนั้น สามารถแบ่งออกกว้างๆ ได้ 2 ประเภทด้วยกันค่ะ ก็คือ


- เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ มักเป็นเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปที่่สามารถเคลื่อนย้ายได้ และมีขายอยู่ตามท้องตลาด อาทิเช่น โซฟา,ชุดรับแขก,โต๊ะ,เก้าอี้,ชั้นวางทีวี,ตู้,เตียง เป็นต้น

ข้อดีของการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวก็คือ การสามารถเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นไปวางตามจุดต่างๆ ของบ้านได้ เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ หรือจัดให้เข้ากับมุมใหม่ๆ ของบ้านได้โดยสะดวก ราคาของเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ไม่สูงมากนัก สามารถซื้อหามาใช้งานหรือตกแต่งบ้านได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเบื่อหรือต้องการเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ก็สามารถทำได้ทันที แถมยังสามารถนำไปขายเป็นเฟอร์นิเจอร์มือสองได้อีกด้วย ปัจจุบันนี้วัสดุที่นำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวมีความหลากหลายพอสมควร ทั้งไม้จริง,ไม้เทียม,ไม้อัดปิดผิว,โลหะ,พลาสติก ฯลฯ ดังนั้นเจ้าของบ้านจึงมีทางเลือกหลากหลายในการคัดสรรเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวให้เข้ากับสไตล์ของบ้านและรสนิยมของตัวเอง

มีข้อดีแล้ว ทีนี้เรามาดูข้อเสียของการใช้เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวกันบ้างค่ะก็คือ ข้อเสียของการใช้งานเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวก็คือ ขนาดและรูปทรงของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น อาจจะไม่ได้พอดีกับมุมหรือขนาดของตัวบ้าน การออกแบบของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นอาจจะไม่ตรงตามความต้องการของเจ้าของบ้านเต็ม 100% และเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นมักผลิตขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงถือเป็นงานโหลที่สามารถพบเห็นได้ทั่วๆ ไป

ในตอนหน้าเรามาดูข้อดีข้อเสียของเฟอร์นิเจอร์แบบบิ้วอินกันบ้างนะคะ


ภาพประกอบจาก 247friend.net

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

ดินที่เหมาะสมกับการปลูกต้นไม้คือดินชนิดใด


สำหรับเพื่อนๆ สมาชิก บ้านแสนรัก ที่มีพื้นที่ว่างภายในบริเวณบ้านมากพอ อาจจะต้องการลงพืชพันธุ์ไม้เพื่อให้ร่มเงา หรือให้ความร่มรืนแก่ตัวบ้านบ้างน่ะนะคะ เพราะนอกจากจะได้ทั้งความสุขกายแล้ว ยังได้ความสุขใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันด้วย

วันนี้บล็อกบ้านแสนรักมีคำแนะนำดีๆ สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกที่ต้องการตระเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกต้นไม้หรือทำ สวน มาฝากกันค่ะ เราจะมาดู ชนิดของดินดีๆ ที่เหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้ให้เติบโตแข็งแรงกันนะคะ

ดินชนิดแรกที่จะมาแนะนำกันในวันนี้ ก็คือ ดินร่วน ค่ะ ดินร่วนนั้นเป็นดินที่มีลักษณะร่วนซุยสมชื่อ เนื้อดินจะมีลักษณะที่ค่อนข้างเบาเนื่องจากมีอินทรีย์วัตถุผสมอยู่บ้าง ธาตุอาหารบริบูรณ์ มีการถ่ายเทอากาศภายในเนื้อดินที่ดี ระบายน้ำได้ดี ดังนั้นจึงมีผู้นิยมใช้ดินประเภทนี้ปลูกต้นไม้กันอย่างแพร่หลาย

ดินชนิดที่สอง คือ ดินเหนียว ค่ะ ดินเหนียว จะเป็นดินที่มีเนื้อละเอียดมาก เวลาแห้งก็จะจับตัวกันเป็นก้นอนแข็งๆ ผิวแตกระแหง เวลาถูกน้ำจะกลายเป็นโคลนตม เป็นดินที่มีการดูดซึมน้ำช้า เพราะเม็ดดินละเอียด แต่สามารถอุ้มน้ำได้ดีกว่าดินชนิดอื่นๆ อากาศผ่านเข้าออกระหว่างเม็ดดินไม่ดี มีสารอาหารสำหรับพืชน้อย และมีสีของดินแตกต่างกันไปน่ะนะคะ

ดินชนิดสุดท้ายคือ ดินทราย ค่ะ ดินทรายเป็นดินที่มีเนื้อหยาบร่วน ลักษณะคล้ายทรายผสมอยู่เป็นส่วนใหญ่ เวลาโดนน้ำไม่จับตัวเป็นก้อน อุ้มน้ำได้น้อย แต่น้ำซึมผ่านไปได้ง่าย ทำให้ไม่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกน่ะนะคะ

ดังนั้นก่อนที่จะทำการปลูกพืชพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ลงในบริเวณบ้าน ก็ลองตรวจสอบสภาพและชนิดของดินภายในบริเวณบ้านของเราเสียก่อนนะคะ




ภาพประกอบจาก pantip.com/topic/31479424